Showing posts with label Memo. Show all posts
Showing posts with label Memo. Show all posts

Wednesday, 12 December 2007

The Longest Week - First Day - Start Trip

ก็ผ่านไปสำหรับสัปดาห์อันหฤโหดของผม เหนื่อย สนุก เจ็บ มันส์ คละเคล้ากันไป จะแบ่งเขียนตอนละวัน เขียนยาวเกินไปก็กลัวจะขี้เกียจอ่าน แต่ที่จริงแล้วเนื้อหาก็ไม่มีอะไรมากหรอก ทุกวันนั่งอยู่หน้าขวดเหล้าตลอด จบ ฮ่า

วันแรก (Dec 6) ต้องเดินทางขึ้นไปงานแต่งงานพี่ภพ ที่อ.ฝาง ผม กับ ไอ้บอมบ์นัดเจอกันที่บ้านไอ้นัท เริ่มเดินทางกันประมาณสามโมงเช้า แต่ต้องแวะทำธุระที่ธนาคารหลายที่ สิบเอ็ดโมงยังอยู่ที่นวนครอยู่เลย แต่ไม่ซีเรียสกันค่อยๆ เดินทางคงปลอดภัยกว่า พี่ตุ้ง พี่ตา รุ่น31 ก็โทรมาเช็คเรื่อยๆ ว่าถึงไหนกันแล้ว ทั้งคู่ได้ล่วงหน้าไปไกลแล้ว วันนั้นมีขบวนเดินทางไปหลายคัน ทั้งไอ้เบียร์ ไอ้บั้ม รุ่น33 และพี่โหน่ง รุ่น31

มาถึงนครสวรรค์ก็ประมาณบ่ายสอง ก่อนจะแวะกินข้าวอีกครั้ง ไอ้นัทมันขอแวะธนาคารอีกครั้งก่อน ก็นั่งรอกับไอ้บอมบ์ที่น่าธนาคาร เห็นร้านไส้กรอกอีสาน ท่าทางน่ากิน ก็เลยซื้อมานิดหน่อยเพื่อลองชิมดู ทั้งไส้เนื้อและวุ้นเส้น ปรากฏว่าอร่อยดี กินหมดถุงไอ้นัทยังไม่ออกมา บอกไอ้บอมบ์ซื้อมาอีกเยอะๆ เผื่อเอาไว้กินในรถด้วย มันก็ซื้อมากินถุงเบ้อเร่อ ก็นั่งรอไอ้นัทไปกินไป หมดอีกรอบ แต่คราวนี้อิ่มแล้ว อิ่มแบบแน่นท้องเลย เป็นจังหวะเดียวที่ไอ้นัทเสร็จธุระและออกมาพอดี มันบอกรีบไปหากินข้าวดีกว่ามันหิวแล้ว ผมกับไอ้บอมบ์มองหน้ากันพร้อมกับหัวเราะ แล้วบอกมันว่าอิ่มแล้ว ก็เลยต้องไปนั่งรอไอ้นัทที่ต้องกินข้าวคนเดียว บอกแล้วเพื่อนกินหายาก

ผมกับไอ้นัทเปลี่ยนกันขับรถ แต่ส่วนใหญ่ไอ้นัทจะขับเพราะเอารถไอ้นัทไป ก็มาถึงเชียงใหม่ประมาณหนึ่งทุ่ม แวะกินก๋วยเตี๋ยวที่แม่ริมกันอีกรอบ ก่อนที่ขับขึ้นเขาอันคดเคี้ยวขึ้นฝางต่อไป มาถึงเชียงใหม่อากาศก็เริ่มหนาวเย็น และเริ่มเย็นขึ้นอีกเมื่อใกล้ถึงฝาง ระยะทางจากฝางถึงเชียงใหม่ก็ประมาณ 140 ก.ม. แต่ต้องใช้เวลาเดินทางประมาณสองชั่วโมงครึ่งเพราะเส้นทางเป็นเขาคดเคี้ยวและอันตราย ช่วงนี้ เพื่อน พี่ และน้อง ที่ได้เดินทางไปถึงก่อนก็โทรตามเป็นระยะ อยากให้ถึงเร็วๆ โดยเฉพาะพี่ภพ เจ้าบ่าวของงานนี้รอกินเหล้ากับผมอย่างใจจดใจจ่อ

เกือบสี่ทุ่มพวกผมก็ถึงบ้านงาน มีพวกเราเกษตร ม.ช. อยู่กันเยอะมาก ทั้งรุ่นพี่ รุ่นน้อง และรุ่นเดียวกัน งานนี้ต้องยกมือไหว้กราดเป็น 360 องศาเหมือนนักมวยเลยทีเดียว ทั้งยกมือไหว้รุ่นพี่ และรับไหว้รุ่นน้อง ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นรุ่น31 32 และ 33 ที่สนิทกันมากเมื่อตอนเรียนด้วยกัน ทั้งเมเจอร์พืชไร่ และสัตวบาล ก็ทักทายไถ่ถามสารทุกข์สุขดิบกันตาประสาพี่น้อง อย่างพี่อ้อย รุ่นพี่พืชไร่ ไม่เคยเจอกันเลยตั้งแต่เรียนจบ คราวนี้ก็หอบหิวน้องอัยย์ลูกสาววัย 5 ขวบมาเที่ยวด้วย พี่เจน รุ่นพี่อีกคนที่สนิทกันและไม่ได้เจอกันนานมาก มารอบนี้พี่เจนไม่ใส่แว่นแล้ว เปลี่ยนมาใส่คอนแทคส์เลน แต่ก็ยังดูน่ารักเหมือนเดิม

ระหว่างที่ทักทายกันอยู่นั้น แก้วเหล้าก็ถูกหยิบยื่นเข้ามาไม่ขาดสาย ชน หมดแก้ว ชน หมดแก้ว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า บรรยากาศเก่าๆ ก็เวียนกลับมาอีกครั้ง ระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้อง เกษตร ว่าแล้วไอ้จอมก็หยิบกีตาร์โซโล โดยมีคนอื่นๆ ช่วยกันร้อง เพลงของคณะเกษตรก็ถูกนำมาเล่นกันอีกครั้ง โดยเฉพาะเพลงทะลึ่งๆ เช่น

“เทวดา หน้าอินทร์ หน้าพรหม จะสุขจะสม ช่างแม่มึงปะไร
ตัวกูไม่ใช่ตัวใคร ไทร์แล้วเอ็นใหม่ เรื่องอะไรของมึง
หนุ่มเกษตร น่ารักน่าชัง หนวดเครารุงรัง สังคังเต็มตัว
พยาบาลจะเอาเป็นผัว เกษตรเล่นตัว ไม่ยอมเป็นผัวพยาบาล...”


ก็ร้องรำทำเพลงกันสนุกสนาน เจ้าบ่าวเองก็เริ่มเมาได้ที ทำท่าจะไหล พวกเราก็เลยชวนกันไปกินต่อที่อื่น เพื่อที่จะได้ให้เจ้าบ่าวพักผ่อน จะได้พร้อมสำหรับงานวันพรุ่งนี้ พวกผู้ชายก็เคลื่อนขบวนไปกินเหล้าต่อ ส่วนกลุ่มผู้หญิงก็ไปพักผ่อนเช่นเดียวกัน พวกผู้ชายก็ไปต่อกันทที่เธคแห่งเดียวของฝาง คือ “ครัวหลวง” ชื่อไม่เหมือนเธคเลย แดนซ์กระจายครับ งานนี้ เต้นได้สุดสวิ้งดิ้งโก้มาก ตอนเช้าตื่นมาอีกวัน คอเคล็ดเลย ปวดเมื่อยไปหมด อย่างนี้ล่ะครับ “วัยคะนอง”

ตอนหน้า มาต่อกันด้วยงานแต่งงานของพี่ภพ

Wednesday, 5 December 2007

Long Live the King

วันที่ 5 ธันวาคม ก็เวียนมาครบรอบอีกครั้งหนึ่ง เป็นวันที่สำคัญยิ่งของคนไทยทุกคน ทั้งที่อยู่บนผืนแผ่นไทย และอยู่ส่วนอื่นทั่วโลก เป็นวันที่คนไทยมีความปลื้มปิติและมีความสุขอย่างที่สุด นั่นคือเป็น วันคล้ายพระบรมพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่รักยิ่งของคนไทยทุกคน หรือที่คนไทยทุกคนเรียกว่า “พ่อของแผ่นดิน” และปีนี้ก็เป็นปีมหามงคลยิ่งที่พระองค์ทรงมีพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา

ในวโรกาสนี้ พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่า ทั้งภาครัฐและเอกชน จะพร้อมใจร่วมกันจัดงานเฉลิมฉลองกันทั่วโลก เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แสดงถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและแสดงออกถึงความจงรักภักดีของคนไทยทุกคน ที่มีต่อพระองค์ท่าน โดยเฉพาะในช่วงสองปีที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีโอกาสจัดงานเฉลิมฉลองอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปีที่แล้วในวโรกาสครบรอบที่พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์ครบ 60 ปี เป็นสองปีที่ได้เห็นภาพปวงพสกนิกรชาวไทยร่วมใจกันใส่เสื้อเหลือง ซึ่งเป็นสีสัญลักษณ์ประจำพระองค์ อย่างพร้อมเพรียงกัน เพื่อแสดงให้เห็นว่าพระองค์ทรงประทับอยู่ในใจของคนไทยทุกคน

ทุกครั้งที่มีงานเฉลิมฉลอง พระบาทสมเด็จพระอยู่หัวทรงเสด็จออกมาเพื่อให้ประชาชนได้เข้าเฝ้าชื่มชมพระบารมีร่วมกันถวายพระพรอยู่เสมอ และในแต่ครั้งก็จะมีประชาชนชาวไทยมาเฝ้ารอรับเสด็จกันอย่างเนื่องแน่น ทั้ง เด็กเล็ก ผู้ใหญ่ ตลอดจนผู้สูงอายุ ที่มาจับจองบริเวณก่อนเวลา เพื่อที่จะได้เฝ้ารับเสด็จอย่างใกล้ชิด เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินผ่าน ชาวไทยทุกคนก็จะพร้อมกันเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” เพื่อถวายพระพรให้แด่พระองค์ กันอย่างกึกก้อง และไม่ขาดสาย เป็นเวลายาวนาน

และในวโรกาสนี้ของแต่ละปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสต่อประชาชนชาวไทยอยู่เสมอ เพื่อให้ประชาชนได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมใช้เป็นแนวทางในการทำงานและเป็นคติการดำรงชีวิต ในปีนี้เช่นเดียวกัน กับช่วงเวลาที่ประเทศไทยประสบกับปัญหาความแตกแยก คนไทยแบ่งฝักแบ่งฝ่าย แก่งแย่งและมุ่งล้างแค้นกัน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีพระราชดำรัสเตือนสติแก่คนไทยทุกคน ความว่า “สถานการณ์บ้านเมืองเราในทุกวันนี้ เป็นที่ทราบแก่ใจ ของเราทุกคนที่สุดแล้วว่า ไม่น่าไว้วางใจ พูดได้ว่า หากคนไทยขาดความสำนึกในชาติ ขาดความสามัคคี ก็อาจประสบเคราะห์กรรมกันทั้งชาติ จึงขอให้ทหารทุกคน และชาวไทยทุกคน ทุกหมู่ ทุกเหล่า ได้ พิจารณาตัดสินใจว่า ประเทศชาติของเรานั้นสำคัญ ควรที่เราจะรักษาไว้ให้ยั่งยืนต่อไปหรือไม่ ถ้าเห็นว่าสำคัญ มั่นใจ ก็ขอให้สังวร ระวังกายใจ ให้ตั้งมั่นอยู่ในความสัตย์สุจริต พยายามลดอคติ และสร้างเสริมความเมตตาสามัคคีในกันและกัน ไม่ว่าจะทำการสิ่งใด ให้ยึดเอาความปลอดภัยของชาติเป็นที่หมายสูงสุด” เป็นพระราชดำรัสที่พระองค์ท่านทรงแสดงออกถึง ความวิตกกังวล และความห่วงใย ต่อประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชนไทย ของพระองค์ท่าน

ผมได้ฟังกระแสพระราชดำรัสแล้ว ก็ได้แต่นึกเสียใจ สักกี่ครั้งกันแล้วเชียว ที่พระองค์ท่านต้อง ลำบากพระราชฤหัยกับวิกฤติในชาติบ้านเมือง วิกฤติที่เกิดจากประชาชนที่บอกว่ารักพระองค์ ก็ได้แต่ภาวนาในใจ ขอให้วิกฤติการณ์ผ่านพ้นไปด้วยดีให้ประเทศไทยกลับมาปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปราศจากสิ่งใดๆ ที่ทำให้ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาท ให้พระองค์ทรงพระเกษมสำราญย์พระราชหฤทัย กับประเทศชาติและประชาชนของพระองค์ เช่นที่ผ่านมา

และเนื่องในวโรกาสมหามงคลวัน เฉลิมพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2550 นี้ ข้าพระพุทธเจ้า ขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายพระพรชัยมงคล ขอให้พระองค์ทรงพระเกษมสำราญ มีพลานามัยที่สมบูรณ์ ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน อยู่เป็นมิ่งขวัญของชาวไทยตลอดกาลนาน

ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

Tuesday, 27 November 2007

A black knight on a golden Vigo

เรื่องต่อจาก It’s not easy to find some friends for drink

หลังจากที่ผมต้องเผชิญหน้ากับช่วงชีวิตที่ตกอับขั้นสุดขีด คือไม่มีเพื่อนคนใดมากินเบียร์กับผมเลย ทำให้จิตใจรู้สึกหดหู่ ท้อแท้ และสับสนวุ่นวายไปหมด :) “นี่เราไม่มีใครคบเลยเหรอ” ได้แต่รำพึงรำพันกับตัวเอง “เหลือใครอีกว่ะ ที่ยังไม่ได้ชวน” ยัง... ยังไม่สิ้นความพยายาม...

“เช้าแล้วพี่ เหล้าก็หมดล่ะ ไปนอนกันเถอะ” ผมชวนอัศวินตัวดำของผม เข้าไปนอนหลับพักผ่อน หลังจากที่ดัมพ์กันมาเกือบค่อนคืน…

ขณะที่พยายามใช้ความคิดเพื่อเค้นหาเพื่อนที่จะชวนมากินเบียร์ด้วยกัน ทันใดก็นึกถึงชายคนหนึ่งเข้ามาในสมอง แต่ก็ไม่ได้คาดหวังอะไร เพราะบ้านพี่เค้าอยู่ที่ อ.ฝาง โน้นคงมาไม่ได้อยู่แล้ว แต่เอาน่าลองโทรหาแกดูสักหน่อย
“ว่าไง กูอยู่เชียงใหม่ มางานแต่งงานเพื่อน มึงจะขึ้นมาเหรอ”

ในใจนั้น ดีใจเป็นอย่างมาก ยังไม่ทันพูดอะไร แกก็พูดต่อว่า
“เฮ้ย ไปกินเหล้ากันที่ไหนดีว่ะ มึงหาร้านให้หน่อยดิ หาฟังเพลงเพื่อชีวิต เต้นกันมันส์ๆ นะโว้ย”

เด็ดขาดและชัดเจนจริงๆ สำหรับ ไตรภพ บุญคลี่ หรือ พี่ภพ รุ่น31 เป็นพี่เกลอที่แสนรู้ใจ รู้จักมาตั้งแต่ปี 38 เป็นรุ่นพี่ที่คณะเกษตรฯ อยู่หอเดียวกัน อยู่พืชไร่เหมือนกัน เล่นรักบี้ด้วยกัน และออกค่ายอาสาฯ ด้วยกันตลอด เหลือเพียงอย่างเดียว ยังไม่ตกเป็นของกันและกัน ฮ่า กับพี่ภพก็เคียงบ่าเคียงไหล่กินเหล้าด้วยกันมาอย่างยาวนาน จวบจนทุกวันนี้ ตลอดเวลาที่คบกันมาก็มีเรื่องฮ่าๆ กับแกตลอด ทั้งเรื่องไก่เคเอฟซีครั้งแรกในชีวิตผม หรือเรื่องรถติดหล่มที่บึงบอระเพ็ด แล้ววันหลังจะเล่าให้ฟัง

เพื่อเป็นการตอบสนองความต้องการของพี่ภพ ผมจึงเปลี่ยนแนวจากลานเบียร์เป็นผับเพื่อชีวิต และคงเป็นที่อื่นไม่ได้นอกจาก ร้าน “ตะวันแดง สาดแสงเดือน”
“มีร้านดี เหล้าดี มีเพื่อนดี มีดนตรี ดีด้วย... ช่วยไม่ได้ ต้องดื่มโลก... ดื่มเวลา... ให้สาใจ... ดื่มกันให้... ตะวันแดง... สาดแสงเดือน...”

พี่ภพเป็นผู้ชายตัวเล็ก ผิวดำสนิท ซึ่งผิดวิสัยของคนเหนืออย่างแรง วันนี้แกขับรถวีโก้สีทองคันใหม่มาอวดโฉมด้วย และไม่ได้มาคนเดียว พา น้องโอ ว่าที่เจ้าสาว ซึ่งจะแต่งงานกันวันที่ 7 ธ.ค. นี้ และพี่รา รุ่น31 อดีตครูสอนมวยผมมาด้วย แต่มาเจอกันคราวนี้พี่ราหมดสภาพนักมวยไปแล้วเรียบร้อย
ในค่ำคืนนี้เราสี่คนแดนซ์กันกระจาย โยกคอกันอย่างเมามันส์ ทั้ง คาราวาน คารบาว พงษ์เทพ พงษ์สิทธิ์ ซูซู มาลีฮวนน่า มากันอย่างครบครัน แต่เพลงที่โดนสุดๆ ต้องเป็นเพลงนี้ครับ
“เปรียบกับพี่ เป็นแค่ขอนไม้…” ฮ่าๆ ผมตะโกนร้องเพลงนี้เสียงดังมาก คงได้ยินไปไกลถึงไหนต่อไหน :)

หลังจากร้านปิด เราก็เคลื่อนย้ายขบวนไปกินกันต่อที่บ้านพี่สาวน้องโอ ที่สันทราย พี่รากินต่อไม่ไหว ก็ขอตัวไปนอนก่อน ส่วนน้องโอก็ขอพักผ่อนก่อนเช่นกัน จึงเป็น “สองพี่น้อง” ที่รู้ใจ ดัมพ์เหล้ากันเพียวๆ ที่ลานหญ้าหน้าบ้าน กินกันจนกระทั่ง

“แสงตะวันสีแดง... สาดส่องไล่แสงเดือน... ที่กำลังลาลับ จากขอบฟ้าไป”

Wednesday, 14 November 2007

Khao Yai

“คือเขาใหญ่ ถิ่นไพรพนา ถิ่นสัตว์สาร่าเริง ล่องลอย มีเสรี มีเกสร ร่อนความงดงาม ตามความฝัน”...

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา (Nov 12) มีโอกาสได้ไปเที่ยวเขาใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ไปสูดอากาศบริสุทธิ์สักหน่อย เพราะช่วงปลายฝนต้นหนาวบนเขาใหญ่อากาศจะดีมาก เดินทางขึ้นเขาใหญ่ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี ก็ไปแวะเที่ยวจุดเดิมที่เคยไป เริ่มจาก “น้ำตกเหวนรก” เป็นน้ำตกขนาดกลาง มีลักษณะเป็นหน้าผาตัดลงมาและมีสายน้ำไหลเชี่ยวอยู่ตลอดเวลาทำให้แลดูมีพลังมาก น้ำตกเหวนรกเป็นจุดท่องเที่ยวบนเขาใหญ่ที่มีชื่อเสียงและทุกคนจะต้องแวะให้ได้ การไปน้ำตกเหวนรกต้องเดินเท้าเข้าไป ซึ่งไม่ไกลมากนัก แต่ถ้าใครไม่ค่อยได้ออกกำลังกายก็เหนื่อยน่าดู โดยเฉพาะเวลาขาขึ้นมาจากน้ำตก ต้องเดินตามบันใดขึ้นมาก็ชันพอสมควร

หลังจากแวะที่น้ำตกเหวนรกแล้ว ก็ไปเที่ยวต่อที่ “ผาเดียวดาย” ชื่อผาฟังดูเหงามากและก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ บริเวณผาเดียวดาย ซึ่งเป็นจุดชมทิวทัศน์ของเขาใหญ่ที่มีชื่อเสียงมาก เป็นบริเวณที่อยู่ลึกลับต้องเดินเท้าเข้าไปเช่นกัน มีลักษณะเป็นหน้าผาหินโล่งซ่อนตัวอยู่ในป่า ที่มีต้นไม้ขึ้นอย่างหนาแน่น และมีอากาศชื้นตลอดทั้งปี สังเกตได้จากคราบตะไคร้น้ำที่จับอยู่ตามโคนต้นไม้ มีมอส และมีเฟิร์น ขึ้นหนาแน่น อากาศวันนี้ก็เย็นสบายทีเดียว โดยเฉพาะเวลาที่สายลมพัดมาสัมผัสผิวกาย ทำให้ถึงกับสะท้านไปทั้งตัวได้เช่นกัน มีสายหมอกให้มองเห็นอยู่ตลอดเวลาถึงแม้จะเป็นเวลาเที่ยงเข้าไปแล้ว บนจุดชมวิวที่ผาเดียวดาย เราสามารถมองเห็นได้ไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งจะมองเห็นความอุดมสมบรูณ์ของผืนป่าบนเขาใหญ่ ที่ยังความหนาแน่น ความยิ่งใหญ่ สมกับที่เป็น “มรดกโลก” จริงๆ

ต่อจากนั้นผมก็ไปแวะกินข้าวที่ทำการอุทยานเขาใหญ่ ซึ่งมีการจัดภูมิทัศน์ อาคาร สถานที่ บริเวณที่ทำการได้อย่างสวยงาม บรรยากาศยังกับต่างประเทศเลยทีเดียว ช่วงเวลาที่กินข้าวก็จะมีกวางขนาดใหญ่หลายตัว เดินไปเดินมาเพื่ออวดโฉมให้กับนักท่องเที่ยว บางคนก็ถือโอกาสถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกด้วย ซึ่งหากใครคิดจะค้างคืนที่เขาใหญ่ก็สามารถติดต่อที่พักได้ที่นี้ มีทั้งบ้านพักเป็นหลัง เป็นห้องพัก และกางเต้นท์ แต่ครั้งนี้ผมไม่ได้พัก เพราะต้องเดินทางไปทำงานต่อ

หลังจากกินข้าวก่อนลงจากเขาใหญ่ ก็ไปเที่ยวที่ “น้ำตกเหวสุวัต” ซึ่งมีลักษณะเป็นหน้าผาเหมือนน้ำตกเหวนรกแต่มีขนาดเล็กกว่า และการเดินเท้าลงไปน้ำตกก็ใกล้กว่า เมื่อลงไปก็เห็นกองถ่ายละครไม่แน่ใจว่าเรื่องอะไร มาถ่ายทำบริเวณน้ำตกด้วยเจอดาราสามสี่คน แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไรเพราะไม่รู้จัก จึงถ่ายรูปน้ำตกสี่ห้าภาพแล้วก็เดินทางกลับ

หลังจากเดินทางลงมาจากเขาใหญ่ ก็ได้แวะกินสเต็กที่ร้าน “สเต๊กครูต้อ” รู้จักร้านนี้เมื่อคราวมาสัมนาของภาควิชาคอมพิวเตอร์ เมื่อสองปีที่แล้ว ตอนนั้นได้ชิมกระท้อนลอยแก้วแล้วติดใจ ไปกินที่อื่นก็ไม่เหมือนที่ร้านนี้ โอกาสนี้จึงแวะมาชิมอีกครั้ง ซึ่งยังคงความอร่อยเหมือนเดิม

Wednesday, 31 October 2007

Sitting in a Redwood tree

“พี่แสนดีใจ ได้รับโปสการ์ดจากไปรษณีย์” กรู้...........

วันจันทร์ที่ผ่านมา (Oct 29) ได้กลับเข้าออฟฟิศอีกครั้ง หลังออกทริปไปต่างจังหวัดมา 2 อาทิตย์ เข้าออฟฟิศครั้งนี้ก็ได้พบกับเซอร์ไพรส์ที่ทำให้ดีใจมาก คือเมื่อเดินไปถึงโต๊ะทำงานสายตาก็ชำเลืองไปเห็นโปสการ์ดใบเล็ก ๆ วางอยู่บนโต๊ะ โปสการ์ดใบนั้นเขียนด้วยภาษาอังกฤษ พอเห็นก็ทำให้ยิ้มออกทันที เป็นโปสการ์ดส่งมาจากคนที่อยู่ไกลกันถึงครึ่งโลก เป็นโปสการ์ดส่งมาจากคนที่ไม่รู้จะได้กลับมาพบกันอีกหรือเปล่า เป็นโปสการ์ดที่ส่งมาจากสาวน้อยที่ชื่อ Karen

Karen is Canadian and so beautiful girl. ได้เจอกันบนรถไฟตอนเดินทางไปเชียงใหม่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว วันหลังจะเขียนเหตุการณ์วันที่เจอคาเรนให้อ่าน ยังจำวันนั้นได้ดี ตลกดี :)

My life is brilliant.
My love is pure.
I saw an angel…

คาเรนส่งโปสการ์ดมาจากป่า Redwood ที่รัฐ California เป็นป่าที่เต็มไปด้วยต้น Redwood หรือเรียกว่าต้น Chandelier ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีลำต้นสูงและขนาดใหญ่มาก โดยบางต้นสูงกว่า 360 ฟุต ซึ่งสูงกว่าอนุสาวรีย์เทพีแห่งเสรีภาพเสียอีก และบางต้นมีขนาดใหญ่มาก สามารถเจาะโคนต้นออกเป็นช่องให้รถวิ่งผ่านได้ คาเรนเล่าให้ฟังในโปสการ์ดว่า ได้เดินทางไปเที่ยวที่ CA และให้ทำงานในฟาร์มแห่งหนึ่งด้วย คาเรนบอกว่าเป็นฟาร์มที่สวยมาก อยากให้ผมได้ไปเห็นเพราะจำได้ว่า ผมอยากเป็นคาวบอย มีที่ดินผืนใหญ่ ๆ เพื่อทำฟาร์มปศุสัตว์และขี่ม้าคอยตรวจตราสัตว์ที่เลี้ยงอยู่ในฟาร์มทุกวัน

คาเรนเคยส่งโปสการ์ดมาให้ เมื่อคราวที่ไปเที่ยว Guatemala ประเทศแถบอเมริกากลาง และเมื่อครั้งที่ไปเที่ยว Music Festival ที่ Montreal รัฐแห่งหนึ่งในแคนาดา คาเรนยังทำตามสัญญาที่ให้ไว้เป็นอย่างดี คือ ถ้าได้ไปเที่ยวที่ไหนทั่วทุกแห่งหน ก็จะส่งโปสการ์ดมาให้ผม เพื่อเป็นของที่ระลึก ขอบคุณมากคาเรน ขอบคุณมากที่ยังไม่ลืมกัน แม้ช่วงหลังจะไม่ค่อยได้ติดต่อกันมากนัก ตอนท้ายโปสการ์ดคาเรนก็อวยพรให้ผมประสบแต่ความสุข มีชีวิตที่สนุก ๆ แบบบ้า ๆ เหมือนเดิม ตามฉายาที่คาเรนชอบเรียกผมว่า Crazy Man :)

ยังไงก็ขอให้คาเรนโชคดีและมีชีวิตที่พบแต่ความสุขนะ ให้เดินทางท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและให้เจอแต่เรื่องสนุก ๆ ในการเดินทาง

I wish you are doing well, enjoy in your trip and staying healthy.

Hugs and Missesssssssssssss

P’Tong

Tuesday, 16 October 2007

Welcome miw

ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่เอี่ยมอ่อง มีสมาชิกหลวมตัวเข้ามาเพิ่มอีกคนแล้ว ทำให้บล๊อกดูคึกคักเพิ่มขึ้น สมาชิกใหม่เป็นสุภาพสตรีสาวแสนสวยซะด้วย (อ้อยมีคู่แข่งแล้วล่ะ) สำหรับหมิวได้ข่าวว่ามาแอบอ่านสักพักแล้ว แล้วก็เก็บข้อมูลเอาไปแซวเรา จึงชวนเข้ามาเป็นสมาชิกซะเลย ต่อไปไม่ต้องมาแอบอ่านแล้วนะ นอกจากจะเข้ามาอ่านแล้ว ถ้าอยากโชว์ฝีมืองานเขียนก็ได้เลยนะ หรือจะเขียนตำราอาหารอีสานก็ได้เด้อ เพราะเห็นถนัดเรื่องอาหาร ชอบทำกับข้าว เผื่อจะได้สูตรเด็ดๆ ไปทำกินบ้าง แต่จะให้ดีทำอาหารมาให้ชิมเลยก็ดีนะ :)

ยินดีต้อนรับจ้ะ

Friday, 12 October 2007

When the life comes back to start up again

เมื่อมีจบก็ต้องมีเริ่มใหม่เป็นธรรมดาของชีวิต และเป็นวัฏจักรที่มนุษย์ทุกคนต้องเจอ ผมก็เป็นคนหนึ่งที่เคยมีช่วงชีวิตทั้งขึ้นและลง ชีวิตในช่วงขาลงนั้น ไม่ว่าเราจะคิดอะไร ทำอะไร ก็จะต้องมีอันทำให้ไม่เป็นไปตามที่คิดที่หวังไว้ ยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง ยิ่งพยายามก็ยิ่งพัง และทำให้ปัญหาเพิ่มทวีคูณมากขึ้น จนในที่สุด ผมต้องขออยู่นิ่งๆ แบบปลงๆ ไม่คิดอะไรมาก ขอประคองใช้ชีวิตให้พ้นไปวันๆ โดยที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้มีปัญหาใหม่เกิดขึ้นมา และทำตัว “จมให้ลง” จมกับความเป็นจริงในขณะนั้น จมกับเสียงนินทาว่ากล่าว จมกับผู้คนที่เยาะเย้ยและเย้ยหยันเรา และยอมรับกับความผิดพลาดที่เราได้ก่อขึ้น

มันก็น่าแปลก เมื่อเริ่มใช้ชีวิตด้วยความนิ่ง ไม่ทะเยอทะยานเกินตัว ไม่คิดฟุ้งซ่านกับปัญหามากเกินไป อะไรหลายๆ อย่างก็เริ่มคลี่คลายด้วยตัวของมันเอง และทำให้เรามีสติในการแก้ปัญหามากขึ้น นอกจากนี้ เมื่อชีวิตเริ่มนิ่ง ก็เริ่มมีสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต เป็นเหมือนผลรางวัลของการต่อสู้ในช่วงเวลาเลวร้ายที่ผ่านมา ทำให้เรากลับมามีโอกาสในชีวิตมากขึ้น โอกาสที่จะเริ่มต้นชีวิตใหม่ โอกาสที่เดินล่าตามความความฝันของชีวิตกันต่อไป และโอกาสที่เคยคิดว่ามันคงหมดไปแล้วจากชีวิต ก็กลับมาอีกครั้ง

ในช่วงเวลา ณ ตอนนี้ก็เหมือนกัน เมื่อมีบางสิ่งได้จบไปแล้ว ก็เปรียบเหมือนเป็นโอกาสให้สิ่งอื่นได้เข้ามาในชีวิต ผมจึงคิดว่าจะเลือกใช้โอกาสที่ได้รับมานี้ ให้คุ้มค่ามากที่สุด เพื่อที่จะเริ่มต้นชีวิตกับโอกาสครั้งใหม่ โดยมีอดีตเป็นบทเรียนให้แก่เรา บทความในวันนี้จึงขอใช้ชื่อว่า “เมื่อชีวิตกลับมาเริ่มต้นอีกครั้ง” ส่วนจะเริ่มต้นอย่างไรนั้น ขอให้ติดตามกันต่อไป

Monday, 8 October 2007

Boulevard of broken dreams - Green day

I walk a lonely road
The only one that I have ever known
Don't know where it goes
But its home to me and I walk alone

I walk this empty street
On the Blvd. of broken dreams
Where the city sleeps
And I'm the only one and I walk alone

I walk alone
I walk alone
I walk alone
I walk a...

My shadows the only one that walks beside me
My shallow hearts the only thing that's beating
Sometimes I wish someone out there would find me
Till then I'll walk alone

Ah-Ah Ah-Ah Ah-Ah Ah-Ah
Ah-Ah Ah-Ah Ah-Ah Ah-Ah

I'm walking down the line
That divides me somewhere in my mind
On the border line of the edge
And where I walk alone

Read between the lines of what's
Fucked up and everything’s all right
Check my vital signs to know I'm still alive
And I walk alone

I walk alone
I walk alone
I walk alone
I walk a...

My shadows the only one that walks beside me
My shallow hearts the only thing that's beating
Sometimes I wish someone out there would find me
Till then I'll walk alone

Ah-Ah Ah-Ah Ah-Ah Ahhh
Ah-Ah Ah-Ah Ah-Ah Ahhh

I walk alone

I walk alone

I walk this empty street
On the Blvd. of broken dreams
Where the city sleeps
And I'm the only one and I walk a..

My shadows the only one that walks beside me
My shallow hearts the only thing that's beating
Sometimes I wish someone out there would find me
Till then I'll walk alone!

Friday, 5 October 2007

Welcome Boy and Aoy

ยินดีต้อนรับสมาชิกใหม่ทั้งสองจ้า ในที่สุดก็มีคนหลวมตัวเข้ามามั่วกับเรา ฮ่าๆ ดีใจนะจะได้มีคนติดตามและช่วยกันเขียนเรื่องราวลงในบล๊อกนี่ จะได้ไม่เงียบเหงาเกินไป ถ้าว่างๆ ก็แวะเข้ามาแบ่งปันเรื่องราวไว้ให้อ่านด้วยนะ ทั้งคู่นั้นแหละ

สำหรับบอยว่าที่พ่อคนใหม่ เห็นว่าซื้อหนังสือลูกรักมาอ่านแล้วนี่ ถ้ามีเกร็ดความรู้อะไรก็มาแบ่งปันที่นี่ก็ได้นะ และอีกอย่างที่ให้เขียนคือวิวัฒนาการของลูกในท้องโบว์ มีความเคลื่อนไหวเป็นยังไงบ้าง โบว์แพ้ท้องหรือยัง หรือมีอะไรเหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นก็มาบันทึกลงในบล๊อกนี่ก็ได้นะ

ส่วนอ้อยสาวเสน่ห์แรงแห่งยุค หัวบันใดบ้านไม่เคยแห้ง รู้นะว่าตอนนี้กำลังมุ่งมั่นกับ thesis มีความคืบหน้าเป็นอย่างไรก็มาเล่าให้กันฟังบ้างนะ หรืออยากจะโม้อะไรเชิญเต็มที่ จะเป็นเรื่องมีสาระหรือไร้สาระก็ได้จ้ะ ตอนนี้ก็ถือได้ว่าเป็นสาวที่สวยทีสุดในบล๊อกแห่งนี้แล้วหล่ะ :)

ยินต้อนรับจ้า

Wednesday, 3 October 2007

Boy's boy

เมื่อกี้ตอนกำลังกินข้าวเที่ยง บอย (เพื่อนรุ่นน้องเรียนป.โทด้วยกันที่ธรรมศาสตร์) โทรมาบอกด้วยน้ำเสียงอันตื่นเต้นระคนดีใจว่าโบว์ (แฟนของบอย) ท้องแล้ว

ย้อนกลับไปเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (30 Sep) บอยเล่าให้ฟัง กำลังลุ้นว่าโบว์จะท้องหรือเปล่า เพราะประจำเดือนโบว์ไม่มา 5 วันแล้ว รอลุ้นอีก 3 วัน ผมเคยแซวบอยไปหลายครั้งว่าเป็นพวกไม่มีน้ำยา ดังนั้นทุกเดือนที่มีการลุ้นว่าโบว์จะท้องหรือเปล่า บอยจะมาเล่าให้ฟังตลอด แต่ทุกครั้งที่ลุ้นก่อนหน้านี้ปรากฏว่าบอยแห้วตลอด ไม่สามารถลบคำสบประมาทได้ซักที จนกระทั่งครั้งนี้

ตัดกลับมาวันนี้ หลังจากครบ 8 วัน ซึ่งเป็นระยะปกติที่ประจำเดือนของโบว์จะมาช้าได้ ปรากฏว่าประจำเดือนของโบว์ก็ยังไม่มา โบว์จึงทดสอบด้วยชุดการทดสอบการตั้งครรถ์ ซึ่งก็ได้ข่าวดีอย่างที่บอกไว้ข้างต้น บอยบอกว่าดีใจมากจนหน้าแดง "ได้เป็นพ่อคนแล้วพี่ โทรมาบอกพี่เป็นคนแรกเลยนะ" ฟังเสียงแล้วก็รู้สึกดีใจกับบอยไปด้วย คำว่าครอบครัวคงจะถูกเติมเต็มสักที ด้วยลูกที่กำลังจะเกิดมา ตอนนั้นไม่รู้จะพูดอะไรดี ก็ได้แต่พูดบอกบอยไปว่า "ดีใจด้วย ต้องทำตัวใหม่แล้วนะ" คิดอะไรไม่ออก ไม่รู้จะพูดอะไรดี ก็กำลังกินข้าวด้วยความหิวโซอยู่

วันนี้จึงได้บทความพิเศษเข้ามาในบล๊อก อีกหนึ่งบทความ ว่าแล้วเบิกค่าออกแบบโบชัวร์สินค้าของบริษัทไปให้บอยดีกว่า บอยออกแบบไว้ให้นานแล้วแต่ยังไม่ได้จ่ายตังค์ให้บอยซะที ถือเอาโอกาสนี้เอาเงินไปให้บอยรับขวัญหลานด้วยดีกว่า

ดีใจด้วย ไอ้น้อง