พอดีช่วงนี้ต้องคำนวณสูตรปุ๋ยบ่อยๆ จึงคิดว่าควรเขียนลงบล๊อกไว้ด้วยดีกว่า เผื่อจะมีประโยชน์แก่ผู้อื่นต่อไป
ปุ๋ยเคมี มีธาตุอาหารหลักอยู่ 3 ธาตุด้วยกันคือ ไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัส (P) และโพแทสเซียม (K) ซึ่งจะแสดงไว้ในสูตรปุ๋ยเป็นลำดับของตัวเลขสามชุด เช่น 16-16-8 หมายถึงปุ๋ยเคมีที่มี ไนโตรเจน 16% มีฟอสฟอรัส 16% และโพแทสเซียม 8% ตามลำดับ และธาตุอาหารหลักทั้ง 3 ธาตุ สามารถได้จากแม่ปุ๋ยดังต่อไปนี้
ยูเรีย (Urea) 46-0-0 แม่ปุ๋ยสำหรับธาตุไนโตรเจน
แดป (Di-Ammonium Phosphate - DAP) 18-46-0 แม่ปุ๋ยสำหรับธาตุฟอสฟอรัส
มอป (Muriate of Potash - MOP) 0-0-60 แม่ปุ๋ยสำหรับธาตุโพแทสเซียม
หากเราต้องการนำแม่ปุ๋ยทั้งสามตัวมาผสมกันเพื่อให้ได้สูตร 16-16-8 จำนวน 100 กก. สามารถคำนวณได้ดังนี้
1. คำนวณหาปริมาณของ แดป ที่ต้องใช้
สาเหตุที่ต้องคำนวณหาปริมาณของแดปก่อน เนื่องจากแดปเป็นแม่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารมากกว่าหนึ่งตัว คือ ให้ทั้ง ฟอสฟอรัส และไนโตรเจน
จากสูตรแม่ปุ๋ยของแดป 18-46-0 หมายความว่า แดป 100 กก. ให้ฟอสฟอรัส 46 กก. และให้ไนโตรเจน 18 กก.
จากสูตร 16-16-8 เราต้องการฟอสฟอรัสเพียง 16 กก. ดังนั้นต้องใช้ แดป เท่ากับ (100 x 16)/46 = 34.78 กก.
แต่เนื่องจาก แดป มีปริมาณของไนโตรเจนด้วย ดังนั้นเราต้องคำนวณด้วยว่า ใน แดป 34.78 กก. จะมีไนโตรเจนเป็นปริมาณเท่าไหร่ ซึ่งสามารถคำนวณได้ดังนี้
แดป 100 กก.ให้ไนโตรเจน 18 กก. ดังนั้น แดป 34.78 กก. จะให้ไนโตรเจน เท่ากับ (18 x 34.78)/100 = 6.26 กก.
2. คำนวณหาปริมาณของ ยูเรีย ที่ต้องใช้
จากสูตร 16-16-8 เราต้องการไนโตรเจนเพียง 16 กก. แต่เนื่องจากเราได้ไนโตรเจนส่วนหนึ่งมาจากแดปแล้วคือ 6.26 กก. เราจึงต้องการไนโตรเจนเพิ่มเติมอีกเพียง 16 - 6.26 = 9.74 กก.
จากสูตรแม่ปุ๋ยของยูเรีย 46-0-0 หมายความว่า ยูเรีย 100 กก. ให้ไนโตรเจน 46 กก.
แต่ในขณะนี้เราต้องการไนโตรเจนแค่ 9.74 กก. ดังนั้นต้องใช้ ยูเรีย เท่ากับ (100 x 9.74)/46 = 21.17 กก.
3. คำนวณหาปริมาณของ มอป ที่ต้องใช้
จากสูตรแม่ปุ๋ยของมอป 0-0-60 หมายความว่า มอป 100 กก. ให้โพแทสเซียม 60 กก.
จากสูตร 16-16-8 เราต้องการโพแทสเซียมเพียง 8 กก. ดังนั้นต้องใช้ มอป เท่ากับ (100 x 8)/60 = 13.33 กก.
สรุป ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 เราต้องใช้แม่ปุ๋ยดังนี้
ใช้ ยูเรีย ปริมาณเท่ากับ 21.17 กก.
ใช้ แดป ปริมาณเท่ากับ 34.78 กก.
ใช้ มอป ปริมาณเท่ากับ 13.33 กก.
รวมแล้วเท่ากับ 69.28 กก. ซึ่งได้น้ำหนักรวมไม่ถึง 100 กก. ดังนั้นเราต้องเติมสารเติมเต็มหรือฟิลเล่อร์เข้าไปเพิ่มเติมอีก 100 - 69.28 = 30.72 กก. เพื่อให้ปุ๋ยมีน้ำหนักครบ 100 กก. ตามกำหนด
สารเติมเต็มหรือฟิลเล่อร์ คือ สิ่งที่ใช้เพิ่มเติมเข้าไปในปุ๋ยเคมีเพื่อให้น้ำหนักครบตามกำหนด ต้องไม่เป็นวัตถุที่มีผลกระทบต่อธาตุอาหารหลักทั้งสามตัว และต้องสามารถคลุกเคล้าเข้ากับแม่ปุ๋ยได้เป็นอย่างดี เช่น ดิน โดโลไมท์ ปูนขาว ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม เป็นต้น
วิธีการคำนวณข้างต้นดังกล่าว เป็นหลักการที่สามารถนำไปใช้ได้ แม้ว่าแม่ปุ๋ยที่นำมาผสมจะไม่ใช่แม่ปุ๋ยสามตัวที่ผมยกตัวอย่าง เนื่องจากปัจจุบันมีแม่ปุ๋ยมากมายหลายชนิดออกมาสู่ท้องตลาด และเป็นที่นิยมมากขึ้น เพราะแม่ปุ๋ยสามตัวหลักนี้ราคาได้ปรับขึ้นสูงมาก
Wednesday, 7 November 2007
Tuesday, 6 November 2007
แม่เหียะ
ทางสู่แคว้น.. แดนเกษตร มิใช่เขต ปูไปด้วยดอกไม้
บนทาง... หยาดเหงื่อและแรงกาย ที่เราร่วมใจ จึงได้ผลมา
ดูท้องฟ้า ยังไม่ปราณี ธรณี ยังยิ้ม เยาะเรา
เย้ย เยาะหยัน ให้ใจหดหู่ ว่าเราจะสู้ หรือเรา จะตาย
อดทน... เกษตร ต้องอดทน อดทน... เกษตร ต้องอดทน
เกษตร อดทน เกษตร ต้องอดทน อดทน... เกษตร ต้องอดทน
จง.. หยุดความเพ้อฝัน แล้วมุ่งมั่น ช่วยกันสร้างสรรค์
ให้แม่เหียะ เป็นแดนตระการ เป็นวิมาน ของเราชาวเกษตร
ดูท้องฟ้า ยังไม่ปราณี ธรณี ยังยิ้ม เยาะเรา
เย้ย เยาะหยัน ให้ใจหดหู่ ว่าเราจะสู้ หรือเรา จะตาย
อดทน... เกษตร ต้องอดทน อดทน... เกษตร ต้องอดทน
เกษตร อดทน เกษตร ต้องอดทน อดทน... เกษตร ต้องอดทน
บนทาง... หยาดเหงื่อและแรงกาย ที่เราร่วมใจ จึงได้ผลมา
ดูท้องฟ้า ยังไม่ปราณี ธรณี ยังยิ้ม เยาะเรา
เย้ย เยาะหยัน ให้ใจหดหู่ ว่าเราจะสู้ หรือเรา จะตาย
อดทน... เกษตร ต้องอดทน อดทน... เกษตร ต้องอดทน
เกษตร อดทน เกษตร ต้องอดทน อดทน... เกษตร ต้องอดทน
จง.. หยุดความเพ้อฝัน แล้วมุ่งมั่น ช่วยกันสร้างสรรค์
ให้แม่เหียะ เป็นแดนตระการ เป็นวิมาน ของเราชาวเกษตร
ดูท้องฟ้า ยังไม่ปราณี ธรณี ยังยิ้ม เยาะเรา
เย้ย เยาะหยัน ให้ใจหดหู่ ว่าเราจะสู้ หรือเรา จะตาย
อดทน... เกษตร ต้องอดทน อดทน... เกษตร ต้องอดทน
เกษตร อดทน เกษตร ต้องอดทน อดทน... เกษตร ต้องอดทน
Aggie 32 meeting
สู้..... สู้.....
ซ่า..... ซ่า.....
เกษตร เชียงใหม่
Can you see?
Who are we?
Agricultra
ซ่า.....
ได้กลับไปบูมกับเพื่อน ๆ อีกครั้ง สนุกดี เหนื่อยด้วย ฮ่าๆๆ
วันเสาร์ที่ผ่านมา (Nov 3) ได้ไปงานเลี้ยงรุ่นเกษตร 32 ซึ่งไม่ได้จัดมาแล้วนานมาก ในที่สุดปีนี้ก็จัดขึ้นมาอีกจนได้ งานนี้ก็มีเพื่อนและผู้ติดตาม ทั้งที่เป็นสามี ภรรยา แล้วก็ลูกๆ รวมแล้วประมาณเกือบ 40 คน งานนี้จัดที่ร้าน Immortal แถวเกษตร-นวมินทร์ งานเริ่มคึกคักตั้งแต่เช้าเลย เพราะไอ้เชนมันทะยอยส่งข้อความเข้ามือถือทุกคนทุกๆ ห้านาที เล่นเอาข้อความล้นมือถือเลย ในงานไอ้เชนก็เลยถูกเพื่อนด่ายับ ส่วนที่บ้านไอ้นัท ซึ่งเป็นแหล่งพักพิงให้กับเพื่อนที่มาจากเชียงใหม่มี ไอ้จอม ไอ้อ้อ ไอ้จรัญ และยิ้ม ได้พักอาศัยกัน ก็เริ่มตั้งวงเหล้าตั้งแต่เที่ยง กินกันสนั่นหวั่นไหว และก็โทรมาชวนผมตลอด ก็ไปตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้วล่ะ แต่ติดเรียนไปไม่ได้ เอาไว้กินตอนดึกที่เดียวเลยดีกว่า ต่อให้พวกมันไปก่อน
ไปถึงงานก็ประมาณหกโมงเย็น มีเพื่อนเพิ่งไปถึงไม่กี่คน งานนี้หมีมากับพี่ยุทธเหมือนเคย แต่ไม่พาน้องแมมมอธมาด้วย กะว่าจะสนุกเต็มที่ ไปถึงก็ร้องเพลงก่อนเลยตอนที่ยังไม่มีใครมาแย่ง เดี๋ยวจะไม่ได้ร้อง แล้วก็คุยกับไอ้เชนเรื่องพิธีการคร่าวๆ เพราะงานนี้ผมต้องเป็นพิธีกรด้วย (อีกแล้ว) พอสักหนึ่งทุ่มเพื่อนก็เริ่มมากันเยอะขึ้น ขบวนวงเหล้าจากบ้านไอ้นัทก็มาถึง ส่งเสียงคึกคักมาแต่ไกล เมากันได้ที่มาเลย ประกอบด้วยไอ้จอม ประธานรุ่น (ยึดอำนาจมาจากไอ้ยักษ์อีกที) ไอ้นัท ไอ้บอมบ์ ไอ้อ้นลาว ไอ้อ้อ และยิ้ม ทำให้งานคึกคักทันตาไม่รู้ใครเป็นใครโวยวายโหวกเหวกมาก เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานมากแล้วก็มากันเยอะ อย่างไอ้กี ด๊อกเตอร์จากเยอรมันก็มา ไอ้ตู่ จากประเทศลาว ก็มา เพิ่งรู้ว่ามันมาเรียนต่อโทในไทยที่ AIT ข้างๆ ธรรมศาสตร์นี่เอง ก็เลยบอกมันว่าว่างๆ จะไปแวะกินข้าวด้วย ไอ้อ้นดำ หรือน้าเน็กในเวอร์ชั่นดำก็มา ไอ้ต้อ อาจารย์ที่ม.ศิลปากร ก็นำขบวนเพื่อนๆ ที่นครปฐมมาเสริมตอนเกือบสามทุ่ม
ผมก็เริ่มพิธีการด้วยการกล่าวต้อนรับเพื่อนๆ ที่มาในงาน และแนะนำโต้โผที่จัดงานนี้ขึ้นมา ทุกคนก็ปรบมือให้เพื่อนที่ร่วมกันจัดงานนี้ให้เกิดขึ้นมาได้ จากนั้นก็ให้ไอ้จอมประธานรุ่น (ย้ำอีกทีมันแอบยึดอำนาจมาและสถาปนาตัวเองขึ้นเอง ไม่มีใครเสนอมันเลย 555) ได้กล่าวเปิดงานและบอกเกี่ยวกับกิจกรรมของรุ่นที่จะดำเนินในโอกาสต่อไป หลังจากไอ้จอมพูดเสร็จ ที่นี้ผมก็ดำเนินการต่อ ด้วยการเช็คชื่อเพื่อนทั้งหมด ใครที่ไม่มาในงานนี้ก็จะเพื่อนที่รู้จัก อัพเดตให้ฟังว่าเพื่อนคนนั้นทำอะไร อยู่ที่ไหน เพื่อจะได้ทราบข่าวกันถ้วนหน้า ส่วนเพื่อนมาในงานก็จะเชิญให้มาพูดข้างหน้า เพื่อให้ผมได้สัมภาษณ์ ประมาณว่า อยู่ที่ไหนทำงานอะไร แต่งงานหรือยัง ลูกกี่คนแล้ว หลังจากนั้นผมก็จะแฉความหลังของแต่ละคนไป เช่น ใครเคยเป็นกิ๊กกับใครบ้าง ใครทิ้งใครบ้าง ใครแอบปลื้มใครบ้าง งานนี้ผมเผาซะละเอียด เล่นเอาสะดุ้งกันเป็นแถวโดยเฉพาะพวกที่พาแฟนมาด้วย ฮ่าสุดๆ ตอนท้ายถึงคิวผมบ้างก็เลยโดนเอาคืนเยอะเหมือนกัน
พอสี่ทุ่มผมก็เชิญเพื่อนๆ ร่วมร้องเพลง แม่เหียะ กัน โดยได้ปิดไฟในงานทั้งหมดและจุดเทียนเพื่อเสริมบรรยากาศกัน เพลงแม่เหียะ เป็นเพลงประจำคณะเกษตรฯ มช. เมื่อได้ยินเพลงนี้ทุกคนจะต้องยืนตรงเหมือนเคารพเพลงชาติ จะถูกร้องในงานหรือกิจกรรมของคณะ เพลงแม่เหียะกล่าวถึงความทุกข์ยากของรุ่นพี่ที่ก่อตั้งคณะเกษตรฯ ขึ้นมา ซึ่งในช่วงก่อตั้งคณะเมื่อ 40 ปีที่แล้วนั้น มหาลัยได้มอบที่ดินบริเวณหมู่บ้านแม่เหียะเนื้อที่กว่า 300 ไร่ ให้เป็นแปลงทำการเพาะปลูกคณะเกษตรฯ เราจึงเรียกกันว่า “ไร่แม่เหียะ” แต่เมื่อ 40 ปีก่อนนั้นไร่แม่เหียะเต็มไปด้วยความทุรกันดาร พวกรุ่นพี่จึงต้องเข้าไปถากถางปรับปรุงด้วยความยากลำบาก กว่าจะได้เป็นไร่แม่เหียะที่สามารถใช้ทำแปลงเกษตรและสวยงามอย่างปัจจุบัน และเด็กเกษตรทุกคนจะต้องเข้าไปฝึกงานที่ไร่แม่เหียะอย่างน้อยคนละ 1 เดือน เดี๋ยววันหลังจะมาเล่าเรื่องฝึกงานในไร่แม่เหียะให้ฟัง สนุกดี กลับเข้ามาเรื่องงานเลี้ยง ช่วงร้องเพลงแม่เหียะ ผมรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในห้องเชียร์อีกครั้ง ถึงกับขนลุกเลย เป็นเพลงที่ขลังจริงๆ ได้ร้องได้ยินแล้วรู้สึกมีพลังขึ้นอีกเยอะ
หลังจากร้องเพลงแม่เหียะจบเราก็บูมคณะกันอีกสามรอบ ถึงกับหน้ามืดเหมือนกัน 555 ไม่ฟิตเหมือนเมื่อก่อน เนื้อเพลงบูม ก็ตามที่เขียนไว้ข้างบน บูมของคณะก็มีหลายเวอร์ชั่น แต่ที่เหลือก็จะเป็นแนวลามกๆ จะมีเป็นทางการก็เวอร์ชั่นนี้แหละ เมื่อบูมเสร็จก็สนุกสนานกันต่อ ถ่ายรูป ร้องเพลง กินเหล้า แต่คาราโอเกะที่นี่ไม่ค่อยจะดีเลย เพลงขึ้นช้า ขอไปก็ไม่ได้หลายเพลง ทำให้งานกร่อยไปเยอะเหมือนกัน
พวกเรากินกันอย่างสนุกสนานจนกระทั่งเที่ยงคืนก็ทะยอยกันกลับ ส่วนพวกขี้เหล้าอย่างผม ไอ้นัท ไอ้จอม ไอ้บอมบ์ ไอ้อ้อ ไอ้อ้นลาว ก็สู้กันต่ออย่างไม่มียั้ง พอร้านจะปิดเราก็ย้ายวงไปกินเหล้าต่อที่บ้านไอ้นัท กว่าจะเลิกก็ตีสี่มันส์จริงๆ ขนาดคนที่ไม่ได้มากินด้วยก็ถูกโทรลากเข้ามาร่วมวงด้วย 555
ยัง ยังไม่จบ งานเลี้ยงของพวกผมไม่เคยเลิกลาง่ายๆ เคยไปแต่งงานเพื่อน กินตั้งแต่ก่อนวันงานจนกระทั่งงานเลิกไปแล้ว เจ้าภาพเก็บเต้นท์เก็บโต๊ะส่งคืนเจ้าของหมดเรียร้อย พวกผมก็ยังกินกันไม่เลิกเลย งานนี้ก็เหมือนกัน วันอาทิตย์ (Nov 4) หลังจากผมไปเรียนเสร็จ (ยังอุตส่าห์ฝืนไปเรียนได้ อาจารย์ยังถามเลยว่า “พีระศักดิ์เมาค้างมาเหรอค่ะ” สภาพคงสุดๆ แหละ) ก็กลับมาแวะที่บ้านไอ้นัท มาปลุกเพื่อนพวกที่จะกลับเชียงใหม่เย็นนี้ ก่อนจะจากกันก็ต้องสั่งลากันหน่อย ว่าแล้วก็ปั่นจักรยานไปซื้อเหล้ามากินกันอีก จนแม่ค้าร้านเหล้าถามว่าตั้งแต่บ่ายเมื่อวานยังไม่เลิกกันอีกเหรอ ก็ได้แต่หัวเราะ แฮะๆ ให้แม่ค้า ซื้อจนเหล้าหมดร้านค้าอ่ะ แม่ค้าก็เลยบอกเดี๋ยวเอามาส่งที่บ้านก็แล้วกัน ไอ้จอมเมาแล้วติดลม ก็โทรไปขอเลื่อนรถจากหนึ่งทุ่มเป็นสามทุ่ม ใจรักจริงๆ กว่าจะถึงเวลากลับก็ซัดเหล้าไปกันอีก 5 ขวด สมาชิกที่กินก็เดิมๆ ผม ไอ้นัท ไอ้บอมบ์ ไอ้จอม ไอ้อ้อ และไอ้จรัญ เมา เมา แล้วก็เมา 555
เออ ลืมไป วันที่ 4 พ.ย. เป็นวันเกิดน้องสาว มัวแต่เมาอยู่ไม่ได้โทรไปเบิรท์เดย์มันเลย Happy Birthday ก็แล้วกันเด้อ วิ
ซ่า..... ซ่า.....
เกษตร เชียงใหม่
Can you see?
Who are we?
Agricultra
ซ่า.....
ได้กลับไปบูมกับเพื่อน ๆ อีกครั้ง สนุกดี เหนื่อยด้วย ฮ่าๆๆ
วันเสาร์ที่ผ่านมา (Nov 3) ได้ไปงานเลี้ยงรุ่นเกษตร 32 ซึ่งไม่ได้จัดมาแล้วนานมาก ในที่สุดปีนี้ก็จัดขึ้นมาอีกจนได้ งานนี้ก็มีเพื่อนและผู้ติดตาม ทั้งที่เป็นสามี ภรรยา แล้วก็ลูกๆ รวมแล้วประมาณเกือบ 40 คน งานนี้จัดที่ร้าน Immortal แถวเกษตร-นวมินทร์ งานเริ่มคึกคักตั้งแต่เช้าเลย เพราะไอ้เชนมันทะยอยส่งข้อความเข้ามือถือทุกคนทุกๆ ห้านาที เล่นเอาข้อความล้นมือถือเลย ในงานไอ้เชนก็เลยถูกเพื่อนด่ายับ ส่วนที่บ้านไอ้นัท ซึ่งเป็นแหล่งพักพิงให้กับเพื่อนที่มาจากเชียงใหม่มี ไอ้จอม ไอ้อ้อ ไอ้จรัญ และยิ้ม ได้พักอาศัยกัน ก็เริ่มตั้งวงเหล้าตั้งแต่เที่ยง กินกันสนั่นหวั่นไหว และก็โทรมาชวนผมตลอด ก็ไปตั้งแต่ตอนเที่ยงแล้วล่ะ แต่ติดเรียนไปไม่ได้ เอาไว้กินตอนดึกที่เดียวเลยดีกว่า ต่อให้พวกมันไปก่อน
ไปถึงงานก็ประมาณหกโมงเย็น มีเพื่อนเพิ่งไปถึงไม่กี่คน งานนี้หมีมากับพี่ยุทธเหมือนเคย แต่ไม่พาน้องแมมมอธมาด้วย กะว่าจะสนุกเต็มที่ ไปถึงก็ร้องเพลงก่อนเลยตอนที่ยังไม่มีใครมาแย่ง เดี๋ยวจะไม่ได้ร้อง แล้วก็คุยกับไอ้เชนเรื่องพิธีการคร่าวๆ เพราะงานนี้ผมต้องเป็นพิธีกรด้วย (อีกแล้ว) พอสักหนึ่งทุ่มเพื่อนก็เริ่มมากันเยอะขึ้น ขบวนวงเหล้าจากบ้านไอ้นัทก็มาถึง ส่งเสียงคึกคักมาแต่ไกล เมากันได้ที่มาเลย ประกอบด้วยไอ้จอม ประธานรุ่น (ยึดอำนาจมาจากไอ้ยักษ์อีกที) ไอ้นัท ไอ้บอมบ์ ไอ้อ้นลาว ไอ้อ้อ และยิ้ม ทำให้งานคึกคักทันตาไม่รู้ใครเป็นใครโวยวายโหวกเหวกมาก เพื่อนที่ไม่ได้เจอกันนานมากแล้วก็มากันเยอะ อย่างไอ้กี ด๊อกเตอร์จากเยอรมันก็มา ไอ้ตู่ จากประเทศลาว ก็มา เพิ่งรู้ว่ามันมาเรียนต่อโทในไทยที่ AIT ข้างๆ ธรรมศาสตร์นี่เอง ก็เลยบอกมันว่าว่างๆ จะไปแวะกินข้าวด้วย ไอ้อ้นดำ หรือน้าเน็กในเวอร์ชั่นดำก็มา ไอ้ต้อ อาจารย์ที่ม.ศิลปากร ก็นำขบวนเพื่อนๆ ที่นครปฐมมาเสริมตอนเกือบสามทุ่ม
ผมก็เริ่มพิธีการด้วยการกล่าวต้อนรับเพื่อนๆ ที่มาในงาน และแนะนำโต้โผที่จัดงานนี้ขึ้นมา ทุกคนก็ปรบมือให้เพื่อนที่ร่วมกันจัดงานนี้ให้เกิดขึ้นมาได้ จากนั้นก็ให้ไอ้จอมประธานรุ่น (ย้ำอีกทีมันแอบยึดอำนาจมาและสถาปนาตัวเองขึ้นเอง ไม่มีใครเสนอมันเลย 555) ได้กล่าวเปิดงานและบอกเกี่ยวกับกิจกรรมของรุ่นที่จะดำเนินในโอกาสต่อไป หลังจากไอ้จอมพูดเสร็จ ที่นี้ผมก็ดำเนินการต่อ ด้วยการเช็คชื่อเพื่อนทั้งหมด ใครที่ไม่มาในงานนี้ก็จะเพื่อนที่รู้จัก อัพเดตให้ฟังว่าเพื่อนคนนั้นทำอะไร อยู่ที่ไหน เพื่อจะได้ทราบข่าวกันถ้วนหน้า ส่วนเพื่อนมาในงานก็จะเชิญให้มาพูดข้างหน้า เพื่อให้ผมได้สัมภาษณ์ ประมาณว่า อยู่ที่ไหนทำงานอะไร แต่งงานหรือยัง ลูกกี่คนแล้ว หลังจากนั้นผมก็จะแฉความหลังของแต่ละคนไป เช่น ใครเคยเป็นกิ๊กกับใครบ้าง ใครทิ้งใครบ้าง ใครแอบปลื้มใครบ้าง งานนี้ผมเผาซะละเอียด เล่นเอาสะดุ้งกันเป็นแถวโดยเฉพาะพวกที่พาแฟนมาด้วย ฮ่าสุดๆ ตอนท้ายถึงคิวผมบ้างก็เลยโดนเอาคืนเยอะเหมือนกัน
พอสี่ทุ่มผมก็เชิญเพื่อนๆ ร่วมร้องเพลง แม่เหียะ กัน โดยได้ปิดไฟในงานทั้งหมดและจุดเทียนเพื่อเสริมบรรยากาศกัน เพลงแม่เหียะ เป็นเพลงประจำคณะเกษตรฯ มช. เมื่อได้ยินเพลงนี้ทุกคนจะต้องยืนตรงเหมือนเคารพเพลงชาติ จะถูกร้องในงานหรือกิจกรรมของคณะ เพลงแม่เหียะกล่าวถึงความทุกข์ยากของรุ่นพี่ที่ก่อตั้งคณะเกษตรฯ ขึ้นมา ซึ่งในช่วงก่อตั้งคณะเมื่อ 40 ปีที่แล้วนั้น มหาลัยได้มอบที่ดินบริเวณหมู่บ้านแม่เหียะเนื้อที่กว่า 300 ไร่ ให้เป็นแปลงทำการเพาะปลูกคณะเกษตรฯ เราจึงเรียกกันว่า “ไร่แม่เหียะ” แต่เมื่อ 40 ปีก่อนนั้นไร่แม่เหียะเต็มไปด้วยความทุรกันดาร พวกรุ่นพี่จึงต้องเข้าไปถากถางปรับปรุงด้วยความยากลำบาก กว่าจะได้เป็นไร่แม่เหียะที่สามารถใช้ทำแปลงเกษตรและสวยงามอย่างปัจจุบัน และเด็กเกษตรทุกคนจะต้องเข้าไปฝึกงานที่ไร่แม่เหียะอย่างน้อยคนละ 1 เดือน เดี๋ยววันหลังจะมาเล่าเรื่องฝึกงานในไร่แม่เหียะให้ฟัง สนุกดี กลับเข้ามาเรื่องงานเลี้ยง ช่วงร้องเพลงแม่เหียะ ผมรู้สึกเหมือนได้ย้อนกลับไปในห้องเชียร์อีกครั้ง ถึงกับขนลุกเลย เป็นเพลงที่ขลังจริงๆ ได้ร้องได้ยินแล้วรู้สึกมีพลังขึ้นอีกเยอะ
หลังจากร้องเพลงแม่เหียะจบเราก็บูมคณะกันอีกสามรอบ ถึงกับหน้ามืดเหมือนกัน 555 ไม่ฟิตเหมือนเมื่อก่อน เนื้อเพลงบูม ก็ตามที่เขียนไว้ข้างบน บูมของคณะก็มีหลายเวอร์ชั่น แต่ที่เหลือก็จะเป็นแนวลามกๆ จะมีเป็นทางการก็เวอร์ชั่นนี้แหละ เมื่อบูมเสร็จก็สนุกสนานกันต่อ ถ่ายรูป ร้องเพลง กินเหล้า แต่คาราโอเกะที่นี่ไม่ค่อยจะดีเลย เพลงขึ้นช้า ขอไปก็ไม่ได้หลายเพลง ทำให้งานกร่อยไปเยอะเหมือนกัน
พวกเรากินกันอย่างสนุกสนานจนกระทั่งเที่ยงคืนก็ทะยอยกันกลับ ส่วนพวกขี้เหล้าอย่างผม ไอ้นัท ไอ้จอม ไอ้บอมบ์ ไอ้อ้อ ไอ้อ้นลาว ก็สู้กันต่ออย่างไม่มียั้ง พอร้านจะปิดเราก็ย้ายวงไปกินเหล้าต่อที่บ้านไอ้นัท กว่าจะเลิกก็ตีสี่มันส์จริงๆ ขนาดคนที่ไม่ได้มากินด้วยก็ถูกโทรลากเข้ามาร่วมวงด้วย 555
ยัง ยังไม่จบ งานเลี้ยงของพวกผมไม่เคยเลิกลาง่ายๆ เคยไปแต่งงานเพื่อน กินตั้งแต่ก่อนวันงานจนกระทั่งงานเลิกไปแล้ว เจ้าภาพเก็บเต้นท์เก็บโต๊ะส่งคืนเจ้าของหมดเรียร้อย พวกผมก็ยังกินกันไม่เลิกเลย งานนี้ก็เหมือนกัน วันอาทิตย์ (Nov 4) หลังจากผมไปเรียนเสร็จ (ยังอุตส่าห์ฝืนไปเรียนได้ อาจารย์ยังถามเลยว่า “พีระศักดิ์เมาค้างมาเหรอค่ะ” สภาพคงสุดๆ แหละ) ก็กลับมาแวะที่บ้านไอ้นัท มาปลุกเพื่อนพวกที่จะกลับเชียงใหม่เย็นนี้ ก่อนจะจากกันก็ต้องสั่งลากันหน่อย ว่าแล้วก็ปั่นจักรยานไปซื้อเหล้ามากินกันอีก จนแม่ค้าร้านเหล้าถามว่าตั้งแต่บ่ายเมื่อวานยังไม่เลิกกันอีกเหรอ ก็ได้แต่หัวเราะ แฮะๆ ให้แม่ค้า ซื้อจนเหล้าหมดร้านค้าอ่ะ แม่ค้าก็เลยบอกเดี๋ยวเอามาส่งที่บ้านก็แล้วกัน ไอ้จอมเมาแล้วติดลม ก็โทรไปขอเลื่อนรถจากหนึ่งทุ่มเป็นสามทุ่ม ใจรักจริงๆ กว่าจะถึงเวลากลับก็ซัดเหล้าไปกันอีก 5 ขวด สมาชิกที่กินก็เดิมๆ ผม ไอ้นัท ไอ้บอมบ์ ไอ้จอม ไอ้อ้อ และไอ้จรัญ เมา เมา แล้วก็เมา 555
เออ ลืมไป วันที่ 4 พ.ย. เป็นวันเกิดน้องสาว มัวแต่เมาอยู่ไม่ได้โทรไปเบิรท์เดย์มันเลย Happy Birthday ก็แล้วกันเด้อ วิ
Wednesday, 31 October 2007
Sitting in a Redwood tree
“พี่แสนดีใจ ได้รับโปสการ์ดจากไปรษณีย์” กรู้...........
วันจันทร์ที่ผ่านมา (Oct 29) ได้กลับเข้าออฟฟิศอีกครั้ง หลังออกทริปไปต่างจังหวัดมา 2 อาทิตย์ เข้าออฟฟิศครั้งนี้ก็ได้พบกับเซอร์ไพรส์ที่ทำให้ดีใจมาก คือเมื่อเดินไปถึงโต๊ะทำงานสายตาก็ชำเลืองไปเห็นโปสการ์ดใบเล็ก ๆ วางอยู่บนโต๊ะ โปสการ์ดใบนั้นเขียนด้วยภาษาอังกฤษ พอเห็นก็ทำให้ยิ้มออกทันที เป็นโปสการ์ดส่งมาจากคนที่อยู่ไกลกันถึงครึ่งโลก เป็นโปสการ์ดส่งมาจากคนที่ไม่รู้จะได้กลับมาพบกันอีกหรือเปล่า เป็นโปสการ์ดที่ส่งมาจากสาวน้อยที่ชื่อ Karen
Karen is Canadian and so beautiful girl. ได้เจอกันบนรถไฟตอนเดินทางไปเชียงใหม่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว วันหลังจะเขียนเหตุการณ์วันที่เจอคาเรนให้อ่าน ยังจำวันนั้นได้ดี ตลกดี :)
My life is brilliant.
My love is pure.
I saw an angel…
คาเรนส่งโปสการ์ดมาจากป่า Redwood ที่รัฐ California เป็นป่าที่เต็มไปด้วยต้น Redwood หรือเรียกว่าต้น Chandelier ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีลำต้นสูงและขนาดใหญ่มาก โดยบางต้นสูงกว่า 360 ฟุต ซึ่งสูงกว่าอนุสาวรีย์เทพีแห่งเสรีภาพเสียอีก และบางต้นมีขนาดใหญ่มาก สามารถเจาะโคนต้นออกเป็นช่องให้รถวิ่งผ่านได้ คาเรนเล่าให้ฟังในโปสการ์ดว่า ได้เดินทางไปเที่ยวที่ CA และให้ทำงานในฟาร์มแห่งหนึ่งด้วย คาเรนบอกว่าเป็นฟาร์มที่สวยมาก อยากให้ผมได้ไปเห็นเพราะจำได้ว่า ผมอยากเป็นคาวบอย มีที่ดินผืนใหญ่ ๆ เพื่อทำฟาร์มปศุสัตว์และขี่ม้าคอยตรวจตราสัตว์ที่เลี้ยงอยู่ในฟาร์มทุกวัน
คาเรนเคยส่งโปสการ์ดมาให้ เมื่อคราวที่ไปเที่ยว Guatemala ประเทศแถบอเมริกากลาง และเมื่อครั้งที่ไปเที่ยว Music Festival ที่ Montreal รัฐแห่งหนึ่งในแคนาดา คาเรนยังทำตามสัญญาที่ให้ไว้เป็นอย่างดี คือ ถ้าได้ไปเที่ยวที่ไหนทั่วทุกแห่งหน ก็จะส่งโปสการ์ดมาให้ผม เพื่อเป็นของที่ระลึก ขอบคุณมากคาเรน ขอบคุณมากที่ยังไม่ลืมกัน แม้ช่วงหลังจะไม่ค่อยได้ติดต่อกันมากนัก ตอนท้ายโปสการ์ดคาเรนก็อวยพรให้ผมประสบแต่ความสุข มีชีวิตที่สนุก ๆ แบบบ้า ๆ เหมือนเดิม ตามฉายาที่คาเรนชอบเรียกผมว่า Crazy Man :)
ยังไงก็ขอให้คาเรนโชคดีและมีชีวิตที่พบแต่ความสุขนะ ให้เดินทางท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและให้เจอแต่เรื่องสนุก ๆ ในการเดินทาง
I wish you are doing well, enjoy in your trip and staying healthy.
Hugs and Missesssssssssssss
วันจันทร์ที่ผ่านมา (Oct 29) ได้กลับเข้าออฟฟิศอีกครั้ง หลังออกทริปไปต่างจังหวัดมา 2 อาทิตย์ เข้าออฟฟิศครั้งนี้ก็ได้พบกับเซอร์ไพรส์ที่ทำให้ดีใจมาก คือเมื่อเดินไปถึงโต๊ะทำงานสายตาก็ชำเลืองไปเห็นโปสการ์ดใบเล็ก ๆ วางอยู่บนโต๊ะ โปสการ์ดใบนั้นเขียนด้วยภาษาอังกฤษ พอเห็นก็ทำให้ยิ้มออกทันที เป็นโปสการ์ดส่งมาจากคนที่อยู่ไกลกันถึงครึ่งโลก เป็นโปสการ์ดส่งมาจากคนที่ไม่รู้จะได้กลับมาพบกันอีกหรือเปล่า เป็นโปสการ์ดที่ส่งมาจากสาวน้อยที่ชื่อ Karen
Karen is Canadian and so beautiful girl. ได้เจอกันบนรถไฟตอนเดินทางไปเชียงใหม่เมื่อ 3 ปีที่แล้ว วันหลังจะเขียนเหตุการณ์วันที่เจอคาเรนให้อ่าน ยังจำวันนั้นได้ดี ตลกดี :)
My life is brilliant.
My love is pure.
I saw an angel…
คาเรนส่งโปสการ์ดมาจากป่า Redwood ที่รัฐ California เป็นป่าที่เต็มไปด้วยต้น Redwood หรือเรียกว่าต้น Chandelier ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีลำต้นสูงและขนาดใหญ่มาก โดยบางต้นสูงกว่า 360 ฟุต ซึ่งสูงกว่าอนุสาวรีย์เทพีแห่งเสรีภาพเสียอีก และบางต้นมีขนาดใหญ่มาก สามารถเจาะโคนต้นออกเป็นช่องให้รถวิ่งผ่านได้ คาเรนเล่าให้ฟังในโปสการ์ดว่า ได้เดินทางไปเที่ยวที่ CA และให้ทำงานในฟาร์มแห่งหนึ่งด้วย คาเรนบอกว่าเป็นฟาร์มที่สวยมาก อยากให้ผมได้ไปเห็นเพราะจำได้ว่า ผมอยากเป็นคาวบอย มีที่ดินผืนใหญ่ ๆ เพื่อทำฟาร์มปศุสัตว์และขี่ม้าคอยตรวจตราสัตว์ที่เลี้ยงอยู่ในฟาร์มทุกวัน
คาเรนเคยส่งโปสการ์ดมาให้ เมื่อคราวที่ไปเที่ยว Guatemala ประเทศแถบอเมริกากลาง และเมื่อครั้งที่ไปเที่ยว Music Festival ที่ Montreal รัฐแห่งหนึ่งในแคนาดา คาเรนยังทำตามสัญญาที่ให้ไว้เป็นอย่างดี คือ ถ้าได้ไปเที่ยวที่ไหนทั่วทุกแห่งหน ก็จะส่งโปสการ์ดมาให้ผม เพื่อเป็นของที่ระลึก ขอบคุณมากคาเรน ขอบคุณมากที่ยังไม่ลืมกัน แม้ช่วงหลังจะไม่ค่อยได้ติดต่อกันมากนัก ตอนท้ายโปสการ์ดคาเรนก็อวยพรให้ผมประสบแต่ความสุข มีชีวิตที่สนุก ๆ แบบบ้า ๆ เหมือนเดิม ตามฉายาที่คาเรนชอบเรียกผมว่า Crazy Man :)
ยังไงก็ขอให้คาเรนโชคดีและมีชีวิตที่พบแต่ความสุขนะ ให้เดินทางท่องเที่ยวอย่างปลอดภัยและให้เจอแต่เรื่องสนุก ๆ ในการเดินทาง
I wish you are doing well, enjoy in your trip and staying healthy.
Hugs and Missesssssssssssss
P’Tong
Sunday, 28 October 2007
CTO of Microsoft
และแล้วก็ผ่านไปสำหรับการพบปะ Mr. Craig Mundie Chief Research and Strategy staff of Microsoft โดยมีผู้เข้าร่วมงานจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั้งอาจารย์และนักศึกษาประมาณ 20 คน ก็เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่มีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับผม
วันนี้เดินทางไป Microsoft ด้วยรถไฟฟ้า โดยเอาจอดรถไว้ที่ลานจอดรถที่หมอชิต เพราะหลังเลิกงานแล้วจะมาชอปปิ้งที่จตุจักรสักหน่อย อาทิตย์นี้ก็เปิดเทอมแล้ว จึงจะไปซื้อ รองเท้า กระเป๋า และเสื้อผ้า ตอนรับเปิดเทอมสักนิด (ทำตัวยังกะเด็กอนุบาลเปิดเรียน)
การเดินทางไปออฟฟิศของ Microsoft ที่ออลซีซั่นเพลส ค่อนข้างสะดวก เพียงขึ้นรถไฟฟ้า BTS ไปลงที่สถานีเพลินจิตแล้วเดินไปตามถนนวิทยุสักห้านาทีก็ถึงแล้ว พอไปถึงก่อนขึ้นลิฟท์ก็เจออ.กษิดิศ อาจารย์สอนผมที่ธรรมศาสตร์พอดี จึงขึ้นลิฟท์ไปด้วยกันที่ชั้น 38 ไปถึงเจ้าหน้าที่ของ Microsoft ก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เสริฟ์น้ำ เสริฟ์อาหารอย่างไม่อั้น อ.กษิดิศได้แนะนำให้รู้จักอ.ภุชงค์ อาจารย์จากม.เกษตรฯ และเป็นผอ.ศูนย์ไทยกริด ได้ยินชื่ออาจารย์มานานแล้ว แต่เพิ่งได้รู้จักก็วันนี้ อ.ภุชงค์คุยสนุกมาก ฟังแกไปก็หัวเราะไป โดยมีผู้ร่วมสนทนาอีกท่านหนึ่งคือ Mr. Yik Joon Ho Developer and Platform Strategy Director ที่คุยสนุกไม่แพ้กัน หลังจากนั้นก็มีผู้ร่วมสัมนาท่านอื่นๆ ก็ทยอยกันมาเพิ่มเติม ก็เพิ่มรสชาติของวงสนทนาขณะรอเวลาเปิดงาน
สักพักใหญ่ Mr. Craig Mundie ก็ได้เดินทางมาถึง Mr. Craig มาในชุดสูทสีดำทับบนเสื้อสีฟ้าอ่อน ผูกเนคไทสีแดง ใส่แว่น หวีผมเรียบ ดูแล้วสุภาพและน่าเคารพนับถือยิ่ง Mr. Craig เดินยิ้มมาแต่ไกลและกล่าวทักทายทุกคนด้วยเสียงอันดังกังวาน พร้อมกับเดินจับมือทักทายกับแขกทุกคนร่วมทั้งผมด้วย Mr. Craig เป็นบุรุษรูปร่างใหญ่ สง่าผ่าเผย บุคคลิกน่าเลื่อมใสยิ่ง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเอกบุรุษอย่างแท้จริง ผมเคยได้พบบุคคลที่มีบุคคลิกเช่นนี้ไม่บ่อยครั้งด้วยกัน เป็นบุคคลิกที่สามารถทำให้เรานับถือและเลื่อมใสได้ตั้งแต่แรกเห็น หลังจากที่ Mr. Craig กล่าวทักทายทุกคนเสร็จเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็เชิญทุกคนเข้าห้องประชุม
หลังจากเจ้าหน้าที่กล่าวแนะนำตัว Mr. Craig เสร็จ Mr. Craig ก็กล่าวบรรยายถึงวิสัยทัศน์และแนวโน้มของเทคโนโลยีในอนาคต โดยเริ่มพูดถึงความเป็นมาของเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต แต่ผมคงไม่อธิบายในที่นี้ เพราะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เท่าที่รู้คือ Mr. Craig เป็นนักพูดที่ดีมาก มีปล่อยมุขอยู่ตลอดเวลา ที่รู้เพราะเห็นคนอื่นหัวเราะ พอคนอื่นหัวเราะ ผมก็หัวเราะตาม เดี๋ยวเชย ฮ่า
แต่ที่จำได้ก็คือ ในปีหน้า Mr. Craig จะขึ้นบริหารแทน Bill Gates โดยจะบริหารร่วมกับ Mr. Ray Ozzie ซึ่งจะเป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับ Software Architect ส่วน Mr. Craig จะดูแลในส่วนของการดูนโยบายโดยรวมและกำหนดแนวทางของเทคโนโลยีของ Microsoft ทั้งหมด ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสอันดีของผมอย่างยิ่งที่ได้พบปะบุคคลระดับนี้
หลังจากสัมนากันเสร็จเรียบร้อย ทาง Microsoft ก็ให้จัดให้เราถ่ายรูปหมู่ร่วมกันกับ Mr. Craig ซึ่งก็ได้เก็บรูปภาพมาฝากด้วย แต่เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปคู่ด้วย หลังจากนั้น Mr. Craig กล่าวลาและเดินทางกลับ และแขกที่มางานนี้ก็เริ่มแยกย้ายกันกลับ
ก่อนกลับผมได้เข้าห้องน้ำไปเพื่อปลดปล่อย หลังจากอั้นฉี่มานาน ขณะที่ยืนฉี่อยู่นั้น Mr. Craig ซึ่งผมเข้าใจว่ากลับไปแล้ว ก็เดินเข้ามาห้องน้ำและมายืนฉี่อยู่ข้างๆ ผม Mr. Craig ก็ถามผมว่าเป็นไงบ้าง ผมก็บอกว่าดีใจครับที่ได้มาร่วมงานนี้ สนุกดี ก็ตอบไปตามระเบียบมารยาท แล้วผมก็ถามกลับไปว่า มาเมืองไทยบ่อยหรือเปล่า Mr. Craig ก็บอกว่าเคยมาแล้ว 2-3 ครั้ง และหลังจากนั้นเราก็คุยกันอีกนิดหน่อย Mr. Craig ก็ขอตัวกลับไป ซึ่งตลอดเวลาที่สนทนากันที่หน้าโถฉี่นั้น ภาษาอังกฤษไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผมเลย แต่... อืม... ขนาดนี่สิปัญหา Ohhhhh My God!!!
วันนี้เดินทางไป Microsoft ด้วยรถไฟฟ้า โดยเอาจอดรถไว้ที่ลานจอดรถที่หมอชิต เพราะหลังเลิกงานแล้วจะมาชอปปิ้งที่จตุจักรสักหน่อย อาทิตย์นี้ก็เปิดเทอมแล้ว จึงจะไปซื้อ รองเท้า กระเป๋า และเสื้อผ้า ตอนรับเปิดเทอมสักนิด (ทำตัวยังกะเด็กอนุบาลเปิดเรียน)
การเดินทางไปออฟฟิศของ Microsoft ที่ออลซีซั่นเพลส ค่อนข้างสะดวก เพียงขึ้นรถไฟฟ้า BTS ไปลงที่สถานีเพลินจิตแล้วเดินไปตามถนนวิทยุสักห้านาทีก็ถึงแล้ว พอไปถึงก่อนขึ้นลิฟท์ก็เจออ.กษิดิศ อาจารย์สอนผมที่ธรรมศาสตร์พอดี จึงขึ้นลิฟท์ไปด้วยกันที่ชั้น 38 ไปถึงเจ้าหน้าที่ของ Microsoft ก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เสริฟ์น้ำ เสริฟ์อาหารอย่างไม่อั้น อ.กษิดิศได้แนะนำให้รู้จักอ.ภุชงค์ อาจารย์จากม.เกษตรฯ และเป็นผอ.ศูนย์ไทยกริด ได้ยินชื่ออาจารย์มานานแล้ว แต่เพิ่งได้รู้จักก็วันนี้ อ.ภุชงค์คุยสนุกมาก ฟังแกไปก็หัวเราะไป โดยมีผู้ร่วมสนทนาอีกท่านหนึ่งคือ Mr. Yik Joon Ho Developer and Platform Strategy Director ที่คุยสนุกไม่แพ้กัน หลังจากนั้นก็มีผู้ร่วมสัมนาท่านอื่นๆ ก็ทยอยกันมาเพิ่มเติม ก็เพิ่มรสชาติของวงสนทนาขณะรอเวลาเปิดงาน
สักพักใหญ่ Mr. Craig Mundie ก็ได้เดินทางมาถึง Mr. Craig มาในชุดสูทสีดำทับบนเสื้อสีฟ้าอ่อน ผูกเนคไทสีแดง ใส่แว่น หวีผมเรียบ ดูแล้วสุภาพและน่าเคารพนับถือยิ่ง Mr. Craig เดินยิ้มมาแต่ไกลและกล่าวทักทายทุกคนด้วยเสียงอันดังกังวาน พร้อมกับเดินจับมือทักทายกับแขกทุกคนร่วมทั้งผมด้วย Mr. Craig เป็นบุรุษรูปร่างใหญ่ สง่าผ่าเผย บุคคลิกน่าเลื่อมใสยิ่ง ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของเอกบุรุษอย่างแท้จริง ผมเคยได้พบบุคคลที่มีบุคคลิกเช่นนี้ไม่บ่อยครั้งด้วยกัน เป็นบุคคลิกที่สามารถทำให้เรานับถือและเลื่อมใสได้ตั้งแต่แรกเห็น หลังจากที่ Mr. Craig กล่าวทักทายทุกคนเสร็จเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ก็เชิญทุกคนเข้าห้องประชุม
หลังจากเจ้าหน้าที่กล่าวแนะนำตัว Mr. Craig เสร็จ Mr. Craig ก็กล่าวบรรยายถึงวิสัยทัศน์และแนวโน้มของเทคโนโลยีในอนาคต โดยเริ่มพูดถึงความเป็นมาของเทคโนโลยีทางคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต แต่ผมคงไม่อธิบายในที่นี้ เพราะฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เท่าที่รู้คือ Mr. Craig เป็นนักพูดที่ดีมาก มีปล่อยมุขอยู่ตลอดเวลา ที่รู้เพราะเห็นคนอื่นหัวเราะ พอคนอื่นหัวเราะ ผมก็หัวเราะตาม เดี๋ยวเชย ฮ่า
แต่ที่จำได้ก็คือ ในปีหน้า Mr. Craig จะขึ้นบริหารแทน Bill Gates โดยจะบริหารร่วมกับ Mr. Ray Ozzie ซึ่งจะเป็นผู้ดูแลเกี่ยวกับ Software Architect ส่วน Mr. Craig จะดูแลในส่วนของการดูนโยบายโดยรวมและกำหนดแนวทางของเทคโนโลยีของ Microsoft ทั้งหมด ซึ่งก็ถือเป็นโอกาสอันดีของผมอย่างยิ่งที่ได้พบปะบุคคลระดับนี้
หลังจากสัมนากันเสร็จเรียบร้อย ทาง Microsoft ก็ให้จัดให้เราถ่ายรูปหมู่ร่วมกันกับ Mr. Craig ซึ่งก็ได้เก็บรูปภาพมาฝากด้วย แต่เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปคู่ด้วย หลังจากนั้น Mr. Craig กล่าวลาและเดินทางกลับ และแขกที่มางานนี้ก็เริ่มแยกย้ายกันกลับ
ก่อนกลับผมได้เข้าห้องน้ำไปเพื่อปลดปล่อย หลังจากอั้นฉี่มานาน ขณะที่ยืนฉี่อยู่นั้น Mr. Craig ซึ่งผมเข้าใจว่ากลับไปแล้ว ก็เดินเข้ามาห้องน้ำและมายืนฉี่อยู่ข้างๆ ผม Mr. Craig ก็ถามผมว่าเป็นไงบ้าง ผมก็บอกว่าดีใจครับที่ได้มาร่วมงานนี้ สนุกดี ก็ตอบไปตามระเบียบมารยาท แล้วผมก็ถามกลับไปว่า มาเมืองไทยบ่อยหรือเปล่า Mr. Craig ก็บอกว่าเคยมาแล้ว 2-3 ครั้ง และหลังจากนั้นเราก็คุยกันอีกนิดหน่อย Mr. Craig ก็ขอตัวกลับไป ซึ่งตลอดเวลาที่สนทนากันที่หน้าโถฉี่นั้น ภาษาอังกฤษไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับผมเลย แต่... อืม... ขนาดนี่สิปัญหา Ohhhhh My God!!!
Thursday, 25 October 2007
The Last Day of Buddhist Lent
วันออกพรรษาคือวันสุดท้ายของการบำเพ็ญศีลภาวนาของพระสงฆ์ แต่พุทธศาสนิกชนบ้างท่านอาจจะเป็นวันสุดท้ายของการงดเหล้าด้วยก็ได้ ฮ่า
ออกพรรษาไปทำอะไรกันบ้างครับ ส่วนผมเดิมที่ว่าจะไปดูบั้งไฟพญานาค ที่หนองคาย ตามที่เขียนไว้ใน October trip แต่แล้วก็มีเหตุให้ต้องไม่ได้ไป ในใจก็เสียดายอยู่เหมือนกัน แต่งานที่จำเป็นต้องไปในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ (Oct 27) ก็น่าสนใจมากเหมือนกัน
เรื่องมีอยู่ว่า ผมต้องไปเป็นตัวแทนนักศึกษาของภาควิชาฯ เข้าพบผู้บริหารระดับสูงของ Microsoft ที่ทำงานใกล้ชิดกับ Bill Gate ซึ่งบินมาจากอเมริกา คือ Mr. Craig Mundie Chief research and strategy officer of Microsoft ซึ่งเป็นผู้กำหนดกุลยุทธ์และทิศทางของเทคโนโลยีใน Microsoft ทั้งหมด และถือเป็นบุคคลที่สำคัญในการกำหนดวิสัยทัศน์และเทคโนโลยีทางด้านสารสนเทศของโลกด้วย (เห็นอาจารย์ว่าอย่างนั้นนะ ก็คงจริงแหละ Microsoft ใหญ่คับโลกจะตาย)
ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะสวมรอยใช้โอกาสนี้ ทำตัวเป็นคนในวงการคอมพิวเตอร์กับเขาบ้าง หลังจากเป็นคนในวงการ (บันเทิง) เกษตรมานานแล้ว อาจารย์ให้เตรียมคำถามไปด้วย เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะคติกับ Mr. Craig ด้วย จะไปถามอะไรดีน้อ ลำพังแค่ฟังภาษาอังกฤษก็คงไม่รู้เรื่องแล้ว งานนี้ก็มีมหาวิทยาลัยชั้นนำไปกันอีก 4-5 มหาวิทยาลัย ก็ดี แต่รับรองได้ว่าคงจะต้องมีคนทักทายว่าเป็นอาจารย์แน่นอนเลย เหมือนคราวไปประชุมที่ขอนแก่น ทักเราเป็นอาจารย์ แต่ไปทักอาจารย์เราว่าเป็นนักศึกษา ตูล่ะเซ็งจริงๆ เดี๋ยวบรรยากาศการพบปะ Mr. Craig ไว้จะมาเล่าให้ฟังอีกที ถ้า Mr. Craig ถามว่าอยากให้ Microsoft ช่วยอะไรบ้าง จะบอกว่า ซ่อยให้ทุนเรียนต่อแหน่เด้อค๊า ฮ่า
ย้อนกลับมาเรื่องวันออกพรรษา เมื่อถึงวันออกพรรษาก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังย่างเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว หนาวนี้คงต้องนอนกอดหมอนข้างเหมือนเคย เฮ้อ...
ช่วงนี้อากาศก็เริ่มเปลี่ยนแปลง (Season change) ใครที่ร่างกายและหัวใจอ่อนแอก็ดูแลสุขภาพด้วยนะจ้ะ ระวังจะไม่สบายเอา เดี๋ยวจะหาว่า หล่อไม่เตือน :) หยูกยาก็หาติดตัวกันไว้นะจ้ะ เผื่อเกิดเจ็บป่วยกะทันหัน ถ้าเป็นไปได้ก็ไปหาหมอจะดีกว่า เขียนมาถึงตรงนี้ น้ำมูกชักจะเริ่มไหลแล้วไม่รู้ไปติดใครมา แค๊ก แค๊ก (เสียงไอ ไม่ใช่ ไอ เลิฟ ยู นะ :)
ออกพรรษาไปทำอะไรกันบ้างครับ ส่วนผมเดิมที่ว่าจะไปดูบั้งไฟพญานาค ที่หนองคาย ตามที่เขียนไว้ใน October trip แต่แล้วก็มีเหตุให้ต้องไม่ได้ไป ในใจก็เสียดายอยู่เหมือนกัน แต่งานที่จำเป็นต้องไปในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ (Oct 27) ก็น่าสนใจมากเหมือนกัน
เรื่องมีอยู่ว่า ผมต้องไปเป็นตัวแทนนักศึกษาของภาควิชาฯ เข้าพบผู้บริหารระดับสูงของ Microsoft ที่ทำงานใกล้ชิดกับ Bill Gate ซึ่งบินมาจากอเมริกา คือ Mr. Craig Mundie Chief research and strategy officer of Microsoft ซึ่งเป็นผู้กำหนดกุลยุทธ์และทิศทางของเทคโนโลยีใน Microsoft ทั้งหมด และถือเป็นบุคคลที่สำคัญในการกำหนดวิสัยทัศน์และเทคโนโลยีทางด้านสารสนเทศของโลกด้วย (เห็นอาจารย์ว่าอย่างนั้นนะ ก็คงจริงแหละ Microsoft ใหญ่คับโลกจะตาย)
ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะสวมรอยใช้โอกาสนี้ ทำตัวเป็นคนในวงการคอมพิวเตอร์กับเขาบ้าง หลังจากเป็นคนในวงการ (บันเทิง) เกษตรมานานแล้ว อาจารย์ให้เตรียมคำถามไปด้วย เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะคติกับ Mr. Craig ด้วย จะไปถามอะไรดีน้อ ลำพังแค่ฟังภาษาอังกฤษก็คงไม่รู้เรื่องแล้ว งานนี้ก็มีมหาวิทยาลัยชั้นนำไปกันอีก 4-5 มหาวิทยาลัย ก็ดี แต่รับรองได้ว่าคงจะต้องมีคนทักทายว่าเป็นอาจารย์แน่นอนเลย เหมือนคราวไปประชุมที่ขอนแก่น ทักเราเป็นอาจารย์ แต่ไปทักอาจารย์เราว่าเป็นนักศึกษา ตูล่ะเซ็งจริงๆ เดี๋ยวบรรยากาศการพบปะ Mr. Craig ไว้จะมาเล่าให้ฟังอีกที ถ้า Mr. Craig ถามว่าอยากให้ Microsoft ช่วยอะไรบ้าง จะบอกว่า ซ่อยให้ทุนเรียนต่อแหน่เด้อค๊า ฮ่า
ย้อนกลับมาเรื่องวันออกพรรษา เมื่อถึงวันออกพรรษาก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่ากำลังย่างเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว หนาวนี้คงต้องนอนกอดหมอนข้างเหมือนเคย เฮ้อ...
ช่วงนี้อากาศก็เริ่มเปลี่ยนแปลง (Season change) ใครที่ร่างกายและหัวใจอ่อนแอก็ดูแลสุขภาพด้วยนะจ้ะ ระวังจะไม่สบายเอา เดี๋ยวจะหาว่า หล่อไม่เตือน :) หยูกยาก็หาติดตัวกันไว้นะจ้ะ เผื่อเกิดเจ็บป่วยกะทันหัน ถ้าเป็นไปได้ก็ไปหาหมอจะดีกว่า เขียนมาถึงตรงนี้ น้ำมูกชักจะเริ่มไหลแล้วไม่รู้ไปติดใครมา แค๊ก แค๊ก (เสียงไอ ไม่ใช่ ไอ เลิฟ ยู นะ :)
Wednesday, 24 October 2007
Allan’s new house party
วันเสาร์ที่ผ่านมา (Oct 20) ได้ไปร่วมงานขึ้นบ้านใหม่ของอลันและพี่ผกา ที่อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ สนุกมากเลย บ้านของอลันตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแม่แอน งานนี้อลันก็ได้เชิญชาวบ้านแม่แอนทุกครัวเรือนมาร่วมงานด้วย แม้จะไม่เคยรู้จักกันมาก่อน เพราะต้องการฝากเนื้อฝากตัวเป็นสมาชิกใหม่ของบ้านแม่แอนและผูกมิตรกับชาวบ้าน ชาวบ้านแม่แอนก็แสนจะน่ารัก มาร่วมงานกันอย่างมากหน้าหลายตาเพื่อแสดงการต้อนรับอลันและพี่ผกาสู่บ้านแม่แอน นอกจากชาวบ้านแม่แอนมาร่วมงานแล้ว เพื่อนของอลัน มิสเตอร์ไมเคิล และมิสเตอร์ชายน์ ก็บินตรงจากออสเตรเลีย เพื่อมางานนี้โดยเฉพาะ
งานนี้พี่ผกาได้ขอร้องให้ผมช่วยเป็นพิธีกรบนเวที เพราะไม่รู้จักใครเลย ผมก็เลยได้เป็นพิธีกรจำเป็น (ตอนแรกกะว่าจะมาร้องเพลงอย่างเดียว สักสี่สิบเพลงก็พอแล้ว :) แบบว่าเตรียมมาเยอะ) การเป็นพิธีกรบนเวทีไม่มีปัญหาอยู่แล้วสำหรับผม โชกโชนและไหลลื่น (ตอนนั้นเมาแล้ว) หลังจากที่โม้ไปสักพักและร้องเพลงไปสักครึ่งอัลบั้ม ผมก็ได้เชิญอลัน พี่ผกา น้องแป้ง (ลูกสาวพี่ผกา) มิสเตอร์ไมเคิล และมิสเตอร์ชายน์ ขึ้นไปโชว์ตัวให้แขกผู้เกียรติได้รู้จัก และได้ให้อลันกล่าวกับแขกที่มาร่วมงาน โดยผมจะคอยแปลให้ ทีแรกผมก็คิดว่าอลันจะพูดทีละประโยคแล้วหยุดให้ผมแปล ที่ไหนได้พูดยาวรวดเดียวจบ พูดยาวมาก ลำพังแปลอย่างเดียวก็ยากอยู่แล้ว ยังต้องจำอีกว่าพูดอะไรไปบ้าง ผมก็เลยต้องสวมรอยแปลและพูดเสริมเองบ้างเพื่อความเรียบร้อยของงาน ฮ่า
แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อลันพูดขอบคุณแขกที่มีน้ำใจมาร่วมงานของอลัน ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวเลย อลันกล่าวต่อว่า ถ้าไม่มีชาวบ้านแม่แอนมาร่วมงาน งานคงจะกร่อยและไม่สนุก อลันพูดไปและน้ำตาคลอเบ้าไปด้วยความซาบซึ้งน้ำใจแขกทั้งหลาย ช่างเป็นภาพที่ประทับใจสำหรับผมจริงๆ
แต่และแล้วผมก็ได้ปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อบนเวที หลังจากที่อลันกล่าวและผมแปลให้เสร็จ ทีนี้ผมก็กล่าวเรียนเชิญแขกดื่มฉลองกันอย่างพร้อมเพรียง ผมก็บอกให้แขกทุกคนยืนขึ้นและเตรียมแก้วไว้ให้เรียบร้อย ผมกระซิบบอกอลันว่า เดี๋ยวจะนับหนึ่ง สอง สาม แล้วค่อยยกแก้วดื่มนะ หลังจากผมก็นับหนึ่ง สอง สาม แล้วผมกับอลันก็ยกแก้วดื่มกันเพียงสองคน พอผมดื่มไปสักอึก ผมก็สังเกตเห็นแขกทั้งหลายยืนกันนิ่งๆ งงๆ ไม่ยกแก้วดื่ม ทำให้ผมนึกได้ทันที เฮ้ย มันต้องมีการตะโกน ไชโย ด้วยนี่หว่า นึกขึ้นได้ก็เลยรีบตะโกน ไชโย นำร่องแขกทั้งหลาย ให้แขกช่วยกันขานรับสามครั้ง พอดื่มเสร็จแล้วก็พูดแก้ตัวไปว่า พิธีกรขี้เหล้าไปหน่อยนะครับ เห็นเหล้าแล้วอดไม่ได้ รีบกินไปหน่อย ฮ่า ชาวบ้านก็หัวเราะชอบใจ นึกแล้วก็ขำดี ตู
แล้วเจอกันอีกเด้อ อลัน พี่ผกา
งานนี้พี่ผกาได้ขอร้องให้ผมช่วยเป็นพิธีกรบนเวที เพราะไม่รู้จักใครเลย ผมก็เลยได้เป็นพิธีกรจำเป็น (ตอนแรกกะว่าจะมาร้องเพลงอย่างเดียว สักสี่สิบเพลงก็พอแล้ว :) แบบว่าเตรียมมาเยอะ) การเป็นพิธีกรบนเวทีไม่มีปัญหาอยู่แล้วสำหรับผม โชกโชนและไหลลื่น (ตอนนั้นเมาแล้ว) หลังจากที่โม้ไปสักพักและร้องเพลงไปสักครึ่งอัลบั้ม ผมก็ได้เชิญอลัน พี่ผกา น้องแป้ง (ลูกสาวพี่ผกา) มิสเตอร์ไมเคิล และมิสเตอร์ชายน์ ขึ้นไปโชว์ตัวให้แขกผู้เกียรติได้รู้จัก และได้ให้อลันกล่าวกับแขกที่มาร่วมงาน โดยผมจะคอยแปลให้ ทีแรกผมก็คิดว่าอลันจะพูดทีละประโยคแล้วหยุดให้ผมแปล ที่ไหนได้พูดยาวรวดเดียวจบ พูดยาวมาก ลำพังแปลอย่างเดียวก็ยากอยู่แล้ว ยังต้องจำอีกว่าพูดอะไรไปบ้าง ผมก็เลยต้องสวมรอยแปลและพูดเสริมเองบ้างเพื่อความเรียบร้อยของงาน ฮ่า
แต่มีอยู่ช่วงหนึ่งที่อลันพูดขอบคุณแขกที่มีน้ำใจมาร่วมงานของอลัน ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัวเลย อลันกล่าวต่อว่า ถ้าไม่มีชาวบ้านแม่แอนมาร่วมงาน งานคงจะกร่อยและไม่สนุก อลันพูดไปและน้ำตาคลอเบ้าไปด้วยความซาบซึ้งน้ำใจแขกทั้งหลาย ช่างเป็นภาพที่ประทับใจสำหรับผมจริงๆ
แต่และแล้วผมก็ได้ปล่อยไก่ตัวเบ้อเร่อบนเวที หลังจากที่อลันกล่าวและผมแปลให้เสร็จ ทีนี้ผมก็กล่าวเรียนเชิญแขกดื่มฉลองกันอย่างพร้อมเพรียง ผมก็บอกให้แขกทุกคนยืนขึ้นและเตรียมแก้วไว้ให้เรียบร้อย ผมกระซิบบอกอลันว่า เดี๋ยวจะนับหนึ่ง สอง สาม แล้วค่อยยกแก้วดื่มนะ หลังจากผมก็นับหนึ่ง สอง สาม แล้วผมกับอลันก็ยกแก้วดื่มกันเพียงสองคน พอผมดื่มไปสักอึก ผมก็สังเกตเห็นแขกทั้งหลายยืนกันนิ่งๆ งงๆ ไม่ยกแก้วดื่ม ทำให้ผมนึกได้ทันที เฮ้ย มันต้องมีการตะโกน ไชโย ด้วยนี่หว่า นึกขึ้นได้ก็เลยรีบตะโกน ไชโย นำร่องแขกทั้งหลาย ให้แขกช่วยกันขานรับสามครั้ง พอดื่มเสร็จแล้วก็พูดแก้ตัวไปว่า พิธีกรขี้เหล้าไปหน่อยนะครับ เห็นเหล้าแล้วอดไม่ได้ รีบกินไปหน่อย ฮ่า ชาวบ้านก็หัวเราะชอบใจ นึกแล้วก็ขำดี ตู
แล้วเจอกันอีกเด้อ อลัน พี่ผกา
Subscribe to:
Posts (Atom)